บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
หุ้น SMO ปี 2568 บินแรง! รายได้พุ่ง 58.67% กำไรสุทธิแตะ 678.89 ล้าน เติบโตเกินคาด
P/E 6.23 YIELD 7.61 ราคา 4.60 (0.00%)
หุ้น SMO ปี 2568 บินแรง! รายได้พุ่ง 58.67% กำไรสุทธิแตะ 678.89 ล้าน เติบโตเกินคาด
บริษัท สมอทองจำกัด (มหาชน) หรือ SMO โชว์ฟอร์มร้อนแรงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีรายได้รวมแตะระดับ 9,711 ล้านบาท ขยายตัวอย่างโดดเด่นถึง 58.67% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมกับกำไรสุทธิที่พุ่งขึ้นจาก 259.62 ล้านบาท เป็น 678.89 ล้านบาท หรือเติบโต nearly 160% และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 6.97% จาก 4.15% ในปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินและประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่เหนือชั้น
"รายได้รวมแตะ 9,711 ล้านบาท กำไรสุทธิพุ่งเกิน 678 ล้าน — SMO ไม่ใช่แค่เติบโต แต่เติบโตอย่างมีคุณภาพ"
จุดพลิกผันสำคัญของปีนี้คือการขยายฐานตลาดส่งออกให้ครอบคลุมถึง 64% ของรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนไบโอดีเซลอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งเตรียมประกาศใช้ B50 ในปี 2569 และคาดว่าไทยจะตามมาด้วย B10 ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า กระตุ้นความต้องการน้ำมันปาล์มดิบอย่างต่อเนื่อง
"64% ของรายได้มาจากต่างประเทศ — SMO ไม่ได้แข่งในตลาดในประเทศ แต่แข่งในตลาดโลก"
การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากการเพิ่มราคา แต่เกิดจากกลยุทธ์การขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่โรงงานพนม ซึ่งจะเดินเครื่องผลิตเต็มรูปแบบในไตรมาสสองของปี 2569 และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 75 ตันต่อชั่วโมง เพื่อรับมือไฮซีซั่นผลิตปาล์ม โดยจะทำให้กำลังการผลิตรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 315 ตันต่อชั่วโมง ขณะเดียวกัน อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 62% — ใกล้เคียงเป้าหมายระยะสั้นในปี 2569
"315 ตันต่อชั่วโมง — กำลังการผลิตใหม่นี้จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของ SMO ในอีก 3 ปีข้างหน้า"
ด้านธุรกิจพลังงานชีวภาพ บริษัทยังคงรักษาระดับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพไว้ที่ประมาณ 14 เมกะวัตต์ และมียอดรายได้จากธุรกิจนี้อยู่ที่ 160 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.7% ของรายได้รวม แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยมากกว่า 50% และกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 30% ของรายได้ ถือเป็น Non-Core Business ที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำ
"160 ล้านบาทจากพลังงานชีวภาพ — ไม่ใช่ธุรกิจหลัก แต่กลับให้กำไรสุทธิถึง 30% ของรายได้"
ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาโรงงานผลิตมันปลาดิบใหม่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยซื้อที่ดินครบถ้วนแล้วจำนวน 244 ไร่ (มูลค่า ~80 ล้านบาท) และเพิ่มอีก 62 ไร่เศษ (มูลค่า ~18 ล้านบาท) พร้อมดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างให้เสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2571 ขณะเดียวกันยังศึกษาแนวทางการใช้ของเสียจากปาล์ม เช่น การผลิตเชื้อเพลิงจากเส้นใยและทะลายปาล์ม รวมถึงการสร้างบรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “Make Waste to the Best Value”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรสุทธิพุ่ง 678.89 ล้านบาท — เกิดจากอะไร? มาจากทั้งการเติบโตของรายได้รวม 58.67% และการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยรักษาระดับกำไรขั้นต้นใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมไม่เกิน 5% ของรายได้
- ทำไมอัตรากำไรสุทธิเพิ่มจาก 4.15% เป็น 6.97%? เนื่องจาก Core Business มีสัดส่วนรายได้ถึง 98% และมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 10.8% ขณะที่ Non-Core มีมาร์จิ้นสูงถึง 30%
- โรงงานพนมจะเริ่มผลิตเต็มรูปแบบเมื่อไหร่? คาดว่าจะเริ่มในไตรมาสสองของปี พ.ศ. 2569 และเพิ่มกำลังการผลิตอีก 75 ตันต่อชั่วโมง เพื่อรองรับไฮซีซั่น
- มีแผนขยายพลังงานชีวภาพไหม? ยังไม่มีแผนขยายเนื่องจากนโยบายรัฐบาลยังไม่ประกาศเพิ่ม PPA จากพลังงานชีวมวลในระยะสั้น
- ปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ต้องระวังในปี 2569? ได้แก่ การเกิด El Niño ที่อาจกระทบผลผลิตปาล์ม แต่คาดว่าการเพิ่มพื้นที่ปลูกจะชดเชยได้ และความผันผวนของราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ~20% อาจส่งผลต่อไบโอดีเซลระดับ B10
- เป้าหมายระยะยาวคืออะไร? พัฒนาธุรกิจพลังงานชีวภาพให้เป็น Non-Core Business ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และใช้ของเสียจากปาล์มสร้างมูลค่าสูงสุด
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า SMO ไม่ได้เติบโตด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตจากกลยุทธ์ที่ชัดเจน การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางรากฐานธุรกิจในอนาคตอย่างรอบคอบ — พร้อมจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานจาก “ของเสีย” ให้กลายเป็น “มูลค่าสูงสุด”