บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
กำไรสุทธิ AMATAV พุ่ง 4 เท่า! ปี 2568 รายได้รวมแตะ 3,958 ล้าน จุดเปลี่ยนจากธุรกิจเช่าและพลังงานสะอาด
P/E 4.64 YIELD 0.00 ราคา 2.00 (0.00%)
กำไรสุทธิ AMATAV พุ่ง 4 เท่า! ปี 2568 รายได้รวมแตะ 3,958 ล้าน จุดเปลี่ยนจากธุรกิจเช่าและพลังงานสะอาด
บริษัทอมตะวีเอ็นจำกัด (มหาชน) หรือ AMATAV ปิดปีงบประมาณ 2568 ด้วยผลงานที่โดดเด่นอย่างน่าประทับใจ โดยมีกำไรสุทธิแตะระดับ 531 ล้านบาท ขยายตัว nearly 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างต้นทุน การคืนที่ดินสู่ภาครัฐ และการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Core Business ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 58% จากธุรกิจเช่าที่ดิน (Rental) และ 67% จากการขายที่ดินในโครงการอมตะซิตี้ฟู่ถอด แม้จะมีภาระต้นทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสูง แต่ก็สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 27.0% จากเดิมเพียง 22%
"เราไม่ได้แค่ขายที่ดิน — เราสร้างระบบนิคมอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยเน้นเทคโนโลยีสูงและพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดนักลงทุนระดับโลกในเวียดนาม" — ผู้บริหารระดับสูง
รายได้รวมของ AMATAV ในปี 2568 อยู่ที่ 3,958 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายที่ดิน 1,408 ล้านบาท รายได้จากเวนทอล (Utility) 1,100 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจเช่าที่ดิน (Rental) ที่สูงถึง 4,800 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจนจากโมเดลธุรกิจแบบขายที่ดินเพียงอย่างเดียว มาสู่ระบบรายได้ที่หลากหลายและมีความเสถียร โดยเฉพาะในกลุ่ม Rental ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 58% และยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี
"ธุรกิจเวนทอลอาจลดลง 13% แต่เรามองเห็นโอกาสในพลังงานสะอาด — ลูกค้าต้องการโซลาร์พลังงานถึง 70% ของความต้องการพลังงานในโรงงาน" — ผู้บริหารด้านกลยุทธ์
แม้รายได้จากเวนทอลจะลดลงเกือบ 13% จากผลกระทบของตลาดโลก โดยเฉพาะการย้ายฐานผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ไปยังตะวันออกกลางและยุโรป แต่ AMATAV กลับมองเห็นโอกาสใหม่ในการพัฒนาโซลาร์พลังงานในนิคมฮารอง และขยายแผนไปยังภูมิภาคใต้ของเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดจากลูกค้าในกลุ่มเทคโนโลยีสูง ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานสะอาดส่วนหนึ่งของแผนงานถึง 70% อย่างชัดเจน
"การรวมที่ดินให้เป็นผืนเดียวคือกุญแจสำคัญ — มันลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานได้มากกว่า 30%" — หัวหน้าแผนกพัฒนาทรัพย์สิน
บริษัทใช้กลยุทธ์การรวบรวมที่ดิน (Land Consolidation) เพื่อให้สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในโครงการอมตะซิตี้ฟู่ถอด ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างจีนกับเวียดนาม และมีไฮเวย์เชื่อมต่อโดยตรง ทำให้สามารถดึงดูดนักลงทุนเทคโนโลยีจากจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และระบบดิจิทัลเอไอ ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งและเส้นทางขนส่งที่รวดเร็ว
"เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 8.02% ในปี 2568 — นั่นคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ความต้องการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งสูง" — นักวิเคราะห์เศรษฐกิจภูมิภาค
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น nearly 4 เท่า — จากปีก่อนหน้าถึง 531 ล้านบาทในปี 2568 ใช่หรือไม่? ใช่ กำไรสุทธิของ AMATAV ในปีงบประมาณ 2568 เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเป็น 531 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 140 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 27.0% และการปรับโครงสร้างต้นทุนจากการคืนที่ดินสู่ภาครัฐ
- ธุรกิจเช่าที่ดิน (Rental) มีอัตรากำไรขั้นต้น 58% — ใช่หรือไม่? ใช่ อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Rental อยู่ที่ 58% ซึ่งสูงกว่าธุรกิจขายที่ดิน (22%) และเวนทอล (8%) แสดงถึงความมั่นคงและมีประสิทธิภาพของโมเดลรายได้ระยะยาว
- โครงการอมตะซิตี้ฟู่ถอดมีศักยภาพดึงดูดนักลงทุนจากจีนหรือไม่? ใช่ โดยเฉพาะจากกลุ่มเทคโนโลยีสูง ด้วยการตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างจีนกับเวียดนาม และมีไฮเวย์เชื่อมต่อโดยตรง ทำให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญ
- รายได้จากเวนทอลลดลง 13% — เหตุใด? เกิดจากลูกค้าบางรายย้ายฐานผลิตไปยังตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะบริษัทผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ เช่น จิงโกะโซลาร์ ทำให้ความต้องการใช้งานพลังงานของ AMATAV ลดลงชั่วคราว
- มีแผนพัฒนาโซลาร์พลังงานในภูมิภาคอื่นหรือไม่? ใช่ โดยมีแผนขยายโครงการโซลาร์พลังงานจากนิคมฮารองไปยังภูมิภาคใต้และพื้นที่อื่น ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสีเขียวในเวียดนาม
- เป้าหมายระยะยาวคืออะไร? ตั้งเป้า GDP Growth ของเวียดนามอย่างน้อย 10% ในปี 2571 โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เน้นเทคโนโลยีสูงและพลังงานสะอาด
ด้วยผลงานที่แข็งแกร่งในปี 2568 และแผนการพัฒนาที่ชัดเจนในระยะยาว AMATAV ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำด้านนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนาม แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสจากเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง