https://aio.panphol.com/assets/images/community/16752_5D27A2.png

KCG เติบโตแรงปี 2568: รายได้แตะ 8,645.5 ล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 24% พร้อมเป้าขยายกำลังผลิตเป็น 23,000 ตัน

P/E 10.29 YIELD 5.37 ราคา 9.50 (0.00%)

KCG เติบโตแรงปี 2568: รายได้แตะ 8,645.5 ล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 24% พร้อมเป้าขยายกำลังผลิตเป็น 23,000 ตัน

บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชัน จำกัด (KCG) ปิดปีงบประมาณ 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยรายได้รวมแตะระดับ 8,645.5 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 11.6% ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 24% สู่ระดับ 503.3 ล้านบาท หรือ EPS อยู่ที่ 0.18 บาทต่อหุ้น อัตรากำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.8% จาก 5.2% ในปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวินัย แม้ราคาวัตถุดิบจะปรับสูงขึ้นเกือบ 6% ก็ตาม

KCG ไม่ได้เติบโตเพราะโชค แต่เติบโตจากกลยุทธ์ที่วางรากฐานมาอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างโรงงานเนยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

จุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้คือการรีโนเวทโรงงานเนยอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการอัปเกรดเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation) การลดคอร์สกันการผลิต (Line Bottleneck) และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร จนทำให้ Utilization Rate เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำลังการผลิตขยายจากเดิม 15,000 ตัน เป็น 23,000 ตันภายในปี 2569 พร้อมทั้งลดต้นทุนการผลิตได้อย่างชัดเจน

“Core Profit จากธุรกิจหลักเติบโต 11.6% สู่ระดับ 4,012.5 ล้านบาท ขณะที่ Non-Core จากธุรกิจ Trading ปรับลดลงเหลือ 1,270 ล้านบาท สะท้อนการปรับโครงสร้างกลยุทธ์อย่างมีเป้าหมาย”

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งยังมาพร้อมกับความยั่งยืนในระดับองค์กร โดย KCG ได้รับรางวัล Corporate Governance Report ระดับ 5 ดาว และ SES ESG Rating ระดับ AA จากการประเมินภายนอก พร้อมประกาศเข้าร่วมแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) แสดงถึงความมุ่งมั่นในธรรมาภิบาล

“แม้เศรษฐกิจโลกผันผวน แต่ KCG ยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี โดยมีเงินกู้คงเหลือลดลงเหลือ 9,718 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 0.3% ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

ในด้านช่องทางการขาย บริษัทเร่งขยายตลาดออนไลน์ โดยสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลอยู่ที่ 1.8% ในปี 2568 เติบโตจากปีก่อนถึง 40% และตั้งเป้าหมายให้เติบโตแบบ Triple Digit ในปี 2569 ส่วนการรุกตลาด General Trade ผ่าน Partner Distributor ก็เริ่มเห็นผล โดยมีแผนขยายเครือข่ายเพื่อเข้าถึงร้านย่อยและร้านเล็กในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

“สินค้าใหม่ (NPD) มีงบประมาณ 200 ล้านบาท และคาดว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ของบริษัทขึ้น 2–3% จากปีก่อน พร้อมเปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง”

ในระยะยาว KCG มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มชีสและนมสดใน B2C เพื่อชดเชยความผันผวนของฤดูกาล และตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนยอดขายส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 11–18% ภายใน 3–5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นและเวียดนาม พร้อมทั้งวางแผนลงทุนคาร์บเบ็คซ์ประมาณ 300–400 ล้านบาทต่อปีในช่วง 2569–2571 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

“นโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 40% จากกำไรเดี่ยว ทำให้ปีนี้คาดว่าจะจ่ายที่ระดับ 51 สตางค์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อน — เป็นสัญญาณชัดเจนว่า KCG พร้อมแบ่งผลกำไรให้นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อ KCG หรือไม่? บริษัทไม่มีผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบที่ส่งออกไปตรงนั้นโดยตรง แต่ผลกระทบหลักคือราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงปรับแผนการขนส่งผ่านทางอ้อมเพื่อลดความเสี่ยง
  • มีแผนลดภาระดอกเบี้ยหรือไม่? มี — เงินกู้คงเหลือลดลงเหลือ 9,718 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 0.3% ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ยอดขายออนไลน์เติบโตเท่าใดในปี 2568? อยู่ที่ 1.8% เติบโตจากปีก่อนถึง 40%
  • มีแผนขยายตลาดต่างจังหวัดหรือไม่? มี — ผ่านการขยายเครือข่าย Partner Distributor เพื่อเข้าถึงร้านย่อยและร้านเล็กในพื้นที่ต่างจังหวัด
  • NPD จะส่งผลต่อรายได้อย่างไรในปี 2569? มีงบประมาณ 200 ล้านบาท และคาดว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ขึ้น 2–3% จากปีก่อน
  • มีแผนลด SG&A หรือไม่? มุ่งเน้นการปรับปรุง Supply Chain ผ่านเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บ ขนส่ง และการตลาด โดยมีเป้าหมายลด SG&A to Sales อย่างต่อเนื่อง
  • แผนลงทุนในปี 2569–2571 เป็นอย่างไร? วางแผนลงทุนคาร์บเบ็คซ์ 300–400 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน
  • เป้าหมายจ่ายเงินปันผลในระยะยาวคือเท่าใด? มีนโยบายจ่ายอย่างน้อย 40% จากกำไรเดี่ยว และปีนี้คาดว่าจะจ่าย 51 สตางค์ต่อหุ้น

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของ KCG ในปี 2568 — ไม่ใช่แค่การเติบโตทางตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีความหมาย พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง

โพสต์ล่าสุด