https://aio.panphol.com/assets/images/community/16743_4D430D.png

หุ้น FTE พุ่งแรงจากกลยุทธ์ครบวงจร เติบโตจาก Backlog สูงถึง 800 ล้านบาท

P/E 10.68 YIELD 8.54 ราคา 1.99 (0.00%)

หุ้น FTE พุ่งแรงจากกลยุทธ์ครบวงจร เติบโตจาก Backlog สูงถึง 800 ล้านบาท

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 บริษัทไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่งจำกัด(มหาชน) (FTE) เผยแพร่ภาพรวมผลประกอบการไตรมาสที่ 4 โดยมี Backlog เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนถึงระดับ **800 ล้านบาท** — สูงเป็นประวัติการณ์ของบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี และยังคงเดินหน้าขยายฐานรายได้จากสองธุรกิจหลักคือ Data Center และ Power Generation โดยมีแผนยื่นขอลิขสิทธิ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสายทนไฟ (LiDAR) จากเกาหลี เพื่อเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าหลักพันล้านบาทต่อปี บริษัทยังคงรักษาระดับกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT/Core Profit) ไว้ได้อย่างมั่นคงแม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าจากยุโรปหรืออเมริกาเพิ่มขึ้น โดยมีแผนสำรองการขนส่งผ่านทางอเมริกาหากเกิดเหตุการณ์ปิดทางทะเล

ในแง่รายได้ บริษัทมุ่งเน้นเติบโตจากธุรกิจ Data Center ที่มีรายได้รวมถึง **360 ล้านบาท** และ Power Generation ที่เพิ่มขึ้นเป็น **340 ล้านบาท** โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในมือจากภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน รถไฟฟ้าความเร็วสูง และ Data Center มี Backlog สูงถึง **800 ล้านบาท** และมี Order Book จาก Data Center เติบโตมาถึง **300+ ล้านบาท**

"เราเปลี่ยนจากผู้ให้บริการติดตั้งสินค้าเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ให้โซลูชันครบวงจร — จากดับเพลิงสู่ความปลอดภัยครบวงจร (PPE) โดยเน้นฐานลูกค้าในโรงงานและ Data Center"
แม้จะมีแรงงานเขมรขาดแคลนจนเกิดความล่าช้าในการติดตั้งงานคอนซัคชั่น แต่บริษัทยังคงรักษาระดับรายได้ไว้ได้ดี โดยเน้นการเพิ่มทีมบริการลูกค้าผ่าน Service Call Center และ Training Partner Program เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพการบริการในระยะยาว

ส่วนธุรกิจ Commercial & Residential ยังคงมีงานอยู่หลายโครงการ แต่แนวโน้มรายได้ลดลงเนื่องจากแรงงานขาดแคลนในงานอาคารสูง ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากงานโครงการเพิ่มขึ้น

"เราไม่ได้ลดเป้าหมาย เราแค่ปรับกลยุทธ์ — จากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว มาเป็นการขายโซลูชันครบวงจร"
ในแง่สต๊อกคงคลัง บริษัทเผชิญปัญหาสินค้า Slow-Moving สูงถึง **468–470 ล้านบาท** และมีแผนปรับลดเป้าหมายเหลือไม่เกิน **400 ล้านบาท** โดยจัดทำ Sellout Program กับผู้ผลิตร่วมกัน และยอมขายขาดทุนบาง SKU เพื่อเร่งขายออก

นอกจากนี้ มีแผนเพิ่มเป้าหมายรายได้จาก PPE จากปัจจุบันประมาณ 45–50 ล้านบาท เป็น **100 ล้านบาท** ในปีงบประมาณ 2568 โดยเน้นการขายอุปกรณ์จำเป็น เช่น รองเท้าเซฟตี้ หน้ากาก กับถุงมือให้ลูกค้าโรงงานและผู้รับเหมา

"เราไม่ได้หวังแค่รายได้เพิ่ม เราหวังให้ลูกค้ากลับมาใช้งานซ้ำ — เพราะความปลอดภัยไม่ใช่สินค้าครั้งเดียว"
ในระยะยาว FTE มุ่งเน้นเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้จาก Data Center เป็น **360 ล้านบาท** และ Power Generation เป็น **340 ล้านบาท** พร้อมทั้งเข้าสู่ตลาดสายทนไฟ LiDAR และมีส่วนแบ่งตลาดใน After-Market Service อย่างน้อย **10–20%**

สิ่งที่ต้องจับตามองคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน Data Center และรถไฟฟ้าความเร็วสูง อัตราเงินเฟ้อและค่าขนส่งที่อาจส่งผลต่อต้นทุนนำเข้า และการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีเทคโนโลยีด้าน PPE และ LiDAR เพิ่มเติม

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • งานขายลดลงเนื่องจากปัจจัยใดบ้าง? มีปัจจัยหลักสองประการ — แรงงานเขมรขาดแคลนทำให้เกิดความล่าช้าในการติดตั้งงานคอนซัคชั่น และลูกค้าบางรายเริ่มต้องการบริษัทติดตั้งครบวงจรแทนที่จะซื้อของเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากงานโครงการเพิ่มขึ้น
  • มีผลกระทบจากการเกิดสงครามโลกหรือไม่? มีผลกระทบในด้านต้นทุนนำเข้าและระยะเวลาขนส่ง เนื่องจากราคาน้ำมันสูงและเส้นทางการขนส่งอาจถูกปิด เช่น การเดินเรือผ่านตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้องปรับแผนนำเข้าและแจ้งเตือนลูกค้าเกี่ยวกับค่าขนส่งเพิ่ม
  • มีงานในมือใน Data Center กี่โครงการ? ไม่สามารถเปิดเผยชื่อโครงการได้เนื่องจากเป็นข้อมูลลับ (Confidential Demand) แต่บริษัทระบุว่ามีงานในมือมากกว่าปีก่อนหน้า และมีงานลุ้นอยู่เพิ่มเติม
  • มูลค่าสินค้าคงคลังที่ถูกตั้งสำรองสูงเกินไปหรือไม่? เป็นเรื่องปกติของธุรกิจในอุตสาหกรรมวัสดุ โดยบริษัทปรับกลยุทธ์แล้วลดจำนวนสินค้าคงคลังเป้าหมายเหลือไม่เกิน 400 ล้านบาท และยอมขายขาดทุนบาง SKU เพื่อเร่งขายออก
  • มีแผนขยายตลาด PPE อย่างไร? มีแผนเพิ่มเป้าหมายรายได้จาก PPE จากปัจจุบันประมาณ 45–50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2568 โดยเน้นการขายอุปกรณ์จำเป็น เช่น รองเท้าเซฟตี้ หน้ากาก กับถุงมือให้ลูกค้าโรงงานและผู้รับเหมา

โพสต์ล่าสุด