https://aio.panphol.com/assets/images/community/16103_906987.png

หุ้น SUTHA ปี 2568 ขาดทุน 68 ล้าน แต่พลิกกลับได้ในไตรมาสแรก 2569 ด้วยกลยุทธ์ ESG และการควบคุมต้นทุน

P/E -100.00 YIELD 3.04 ราคา 2.30 (0.00%)

หุ้น SUTHA ปี 2568 ขาดทุน 68 ล้าน แต่พลิกกลับได้ในไตรมาสแรก 2569 ด้วยกลยุทธ์ ESG และการควบคุมต้นทุน

บริษัท สุธากัญจน์จำกัด (มหาชน) หรือ SUTHA รายงานผลประกอบการงวดปี พ.ศ. 2568 ด้วยรายได้รวมลดลง 4% จาก 1,350 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 1,219 ล้านบาท แม้ปริมาณการขายจะเติบโตขึ้นเล็กน้อยถึง 4% แต่กำไรสุทธิกลับติดลบ 68 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจาก “รายการพิเศษ” รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร การสำรองสินค้าคงเหลือ และการตั้งสำรองหนี้สูญเสีย อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 235 ล้านบาท สะท้อนประสิทธิภาพของ Core Business ที่ยังคงมั่นคงแม้ในภาวะตลาดกดดัน

"Core Profit ยังคงอยู่ที่ 235 ล้านบาท แสดงว่าธุรกิจหลักยังแข็งแรง ปัญหาคือรายการพิเศษ ไม่ใช่ต้นทุนการผลิต"

บริษัทกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflection Point) โดยเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมสู่การเน้นความยั่งยืน (ESG) และขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น วัสดุก่อสร้างขั้นสูงและเทคโนโลยีสีเขียว โดยเฉพาะการใช้ปูนขาวในการสร้างถนนหรือฐานรากรางรถไฟ ซึ่งเริ่มทดลองใช้งานแล้วในโครงการต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีสัญญาผลิตไบโอพลาสติกกับบริษัทในระยอง และเข้าร่วมงานด้าน Water & Waste Treatment สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพรายได้จากแหล่งใหม่

"การลงทุนในโซลาร์ฟาร์มและอีเล็กทริกเบรกเกอร์ไม่ใช่แค่เรื่องสีเขียว แต่คือกลยุทธ์ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว"

อย่างไรก็ตาม บริษัทเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกหลายประการ โดยเฉพาะค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20–50% จากดีเซลและถ่านหิน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและขนส่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน อีกทั้งค่าขนส่ง (Freight Cost) ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขาดแคลนสายเรือและการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อย่าง “อิฐมนต์เบา” ที่ลดลงถึง 20–30% ส่วนอุตสาหกรรมเหล็กโตเพียง 12% จากแรงผลักดันของเตาเผาใหม่ (EIF) แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความเสียหายจากภาคก่อสร้าง

"การปรับโครงสร้างองค์กรในปีนี้อาจทำให้ขาดทุน แต่จะเป็นรากฐานให้ SUTHA เติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2569"

สำหรับแผนงานในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมั่นใจว่าจะพลิกกลับมาทำกำไรได้ทันที เนื่องจากรายการพิเศษในปี 2568 จะไม่เกิดขึ้นอีก และยอดขายในไตรมาสแรกเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเหล็กและน้ำตาล ซึ่งมียอดสั่งซื้อสูงสุดในรอบปี พร้อมทั้งยังไม่มีการปิดซ่อมเตาเผาใหญ่ในไตรมาสนี้ เพื่อรักษาความสามารถในการผลิตให้เต็มที่ ส่วนแผนการขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บังคลาเทศ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลี ยังคงดำเนินต่อเนื่องด้วยสัญญาซ้ำ (Repeated Order)

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • Q: มีแผนพลิกกลับมาทำกำไรได้ทันทีในไตรมาสแรก 2569 หรือไม่?
    A: ใช่ แม้ปี 2568 จะขาดทุน 68 ล้านบาทจากรายการพิเศษ แต่ในปี 2569 รายการดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีก ขณะที่ยอดขายไตรมาสแรกเติบโต 4% และต้นทุนยังควบคุมได้ ทำให้มั่นใจว่าจะเห็นกำไรในไตรมาสแรก
  • Q: การใช้เชื้อเพลิงทางเลือกช่วยลดต้นทุนได้กี่เปอร์เซ็นต์?
    A: แม้เทคโนโลยีอย่าง BellMask (CO₂ Credit) มีศักยภาพในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังไม่สามารถใช้งานจริงได้ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีระบบ CO₂ Tag และกรอบกฎหมายสนับสนุน
  • Q: มีแผนปรับราคาขายในอุตสาหกรรมเหล็กและน้ำตาลหรือไม่?
    A: อุตสาหกรรมเหล็กมีโอกาสปรับราคาในไตรมาสถัดไปจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเตาใหม่เริ่มผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนน้ำตาลจะปรับราคาตามค่าขนส่งดีเซลและฤดูกาลการผลิต
  • Q: มีแผนซ่อมบำรุงเตาเผาใหญ่ในไตรมาสแรก 2569 หรือไม่?
    A: ไม่มี เพราะเป็นช่วงเวลาที่มียอดขายสูงสุดสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาล และบริษัทมีแผนซ่อมเตาสลับกันทุกปี
  • Q: มีแผนขยายตลาดส่งออกหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ในไตรมาสหนึ่งไหม?
    A: ยังคงเน้นตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบังคลาเทศ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีที่มี Repeated Order ส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่ในด้านวิศวกรรมโยธา เช่น การใช้ปูนขาวสร้างถนนรางรถไฟ เริ่มทดลองใช้งานแล้ว
  • Q: มีการ hedge ค่าเชื้อเพลิงหรือค่าระวังเรือหรือไม่?
    A: บริษัทมีการสื่อสารกับลูกค้าเกี่ยวกับการปรับราคาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดีเซลและถ่านหิน แต่การ hedge ค่าระวังเรือยังเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากขาดแคลนสายเรือและไม่มีบริษัทขนส่งให้ hedge
  • Q: มีเป้าหมายรายได้ปี 2569 เฉียบคมหรือไม่?
    A: มีเป้าหมายที่ท้าทาย โดยเฉพาะในแง่ปริมาณการขาย (Volume) มากกว่าปีก่อนหน้า แต่ราคาจะขึ้นอยู่กับตลาดและต้นทุน

สรุปแล้ว SUTHA อาจผ่านช่วงขาลงในปี 2568 ด้วยรายการพิเศษ แต่กำลังวางรากฐานเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้น ESG การขยายตลาดใหม่ และการควบคุมต้นทุนผ่านเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งหากแผนดำเนินได้ตามเป้าหมาย ปี 2569 อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหุ้น SUTHA จาก “ขาดทุน” สู่ “กำไร” และ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ”

โพสต์ล่าสุด