https://aio.panphol.com/assets/images/community/15950_E4A7CC.png

SELIC ปี 2568: รายได้ลด 3.4% แต่กำไรสุทธิพุ่ง 15.3% เติบโตอย่างมีคุณภาพแม้เศรษฐกิจโลกซบเซา

P/E 10.71 YIELD 1.37 ราคา 2.58 (0.00%)

SELIC ปี 2568: รายได้ลด 3.4% แต่กำไรสุทธิพุ่ง 15.3% เติบโตอย่างมีคุณภาพแม้เศรษฐกิจโลกซบเซา

บริษัท ซีลิคคอร์พจำกัด (มหาชน) หรือ SELIC ปิดบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่น่าจับตา โดยรายได้รวมอยู่ที่ 2,611.1 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 2,694.8 ล้านบาท หรือเติบโตลดลง 3.4% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สติกเกอร์และคอนซูเมอร์เฮลล์แคร์ที่ชะลอตัว แต่บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนกลยุทธ์การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด และการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค

“แม้รายได้รวมลดลง แต่กำไรสุทธิเติบโต 15.3% มาอยู่ที่ 147.3 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิพุ่งขึ้นสู่ระดับ 20.2% — นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า SELIC ไม่ได้เติบโตด้วยปริมาณ แต่เติบโตด้วยคุณภาพ”

ตัวเลขสำคัญที่น่าจับตามองคือกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ที่อยู่ที่ 884.5 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 884.7 ล้านบาท หรือเติบโตเพียง 0.02% แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง กลับแสดงถึงประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและบริหารงานทั่วไปที่ถูกควบคุมอย่างมีระบบ ทำให้แม้รายได้รวมลดลง แต่ Core Profit ยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้

“การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มคอนซูเมอร์เฮลล์แคร์ เช่น Neobun Spray และ Neobun Plaster สีเนื้อ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นอย่างชัดเจน”

ในไตรมาสที่ 4 บริษัทเห็นภาพฟื้นตัวของยอดขายและกำไรขั้นต้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผู้ป่วย ผลิตภัณฑ์เด็ก และผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวด ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านและลดการแข่งขันด้านราคา สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์ “คุณภาพเหนือปริมาณ” เริ่มให้ผลลัพธ์ในเชิงตัวเลขแล้ว

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร? ราคาพลังงานผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและวัตถุดิบ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมกราวน้ำอเนกประสงค์ และมีการแจ้งปรับราคาอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี
  • มีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่? มีแผนบริหารจัดการอยู่แล้ว เช่น การจัดสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้า การประสานงานซัพพลายเออร์ และการเปลี่ยนปลายทางจัดส่งไปยังประเทศที่ปลอดภัย
  • มีการปรับแผนลงทุนในปี 2569 หรือไม่? ยังไม่มีการประกาศชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอน แต่เปิดโอกาสลงทุนในกลุ่ม Healthcare หากมีโอกาสเหมาะสม
  • ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างไร? มีการแจ้งเตือนต้นทุนเพิ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์และวัสดุอุปโภคบริโภค บริษัทจัดการผ่านแผนผลิตล่วงหน้าและการปรับราคาตามรอบสินค้าคงคลัง
  • ธุรกิจใดได้รับผลกระทบมากที่สุด? สติกเกอร์และคอนซูเมอร์เฮลล์แคร์ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันด้านราคา ส่วนกราวน้ำอเนกประสงค์ยังคงมั่นคงในตลาดภายใน
  • มีลูกค้าในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบหรือไม่? ยังไม่มีลูกค้าใดได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มีแผนรองรับ เช่น การเปลี่ยนปลายทางจัดส่งเป็นทางบก

ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ บริษัทตั้งเป้าหมายระยะสั้นไว้ที่การฟื้นฟูยอดขายในไตรมาสที่ 4 โดยเฉพาะกลุ่มคอนซูเมอร์เฮลล์แคร์และสติกเกอร์ผ่านแคมเปญสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ส่วนระยะยาวเน้นการขยายฐานรายได้จากกลุ่ม Healthcare และยังคงรักษาวินัยด้านการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

“ความเสี่ยงภายนอกไม่ใช่จุดจบ แต่คือแรงผลักดันให้ SELIC ปรับตัวอย่างมีระบบ — และนั่นคือหัวใจของความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจผันผวน”

สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามในอนาคต ได้แก่ การชะลอตัวของตลาดส่งออกในกลุ่มสติกเกอร์และผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐและค่าเงินระหว่างประเทศที่อาจกระทบต้นทุนการผลิต และความต้องการของลูกค้าในตลาดโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตลาดในอนาคต

โพสต์ล่าสุด