https://aio.panphol.com/assets/images/community/15496_02602C.png

BLC: ปีทองของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย – วิเคราะห์ผลประกอบการ 2568 ที่โดดเด่น

P/E 16.08 YIELD 6.35 ราคา 3.94 (0.00%)

BLC: ปีทองของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย – วิเคราะห์ผลประกอบการ 2568 ที่โดดเด่น

บริษัทบางกอกแล็ปแอนด์คอสเมติคจำกัด(มหาชน) หรือ BLC ปิดปีงบประมาณ 2568 ด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่ง รายได้รวมทะลุ 1,667 ล้านบาท เติบโต 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 176.3 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อการเติบโตในระยะยาว ด้วยกลยุทธ์ “ห้าพีค” ที่เน้นนวัตกรรมและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

จากการวิเคราะห์ผลประกอบการ พบว่าปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนยอดขายคือการสร้างแบรนด์และการขยายตลาดเข้าสู่ช่องทางออนไลน์และ OTC อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่ม OTC สร้างสัดส่วนยอดขายถึง 54% อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นเป็น 58.6% จากปีก่อนที่ 56.6% สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน

“ปี 2568 ถือเป็นช่วงหัวใจของการลงทุนเพื่ออนาคต BLC เรามุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์อย่างแข็งแกร่ง เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ"

บริษัทเดินหน้าด้วยแผน "ห้าพีค" ที่ครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่การพัฒนายาสามัญใหม่จากสมุนไพรไทยและสินค้าเสริมอาหาร (Product Innovation) ไปจนถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและบริหารจัดการทีมขาย (Process Innovation) และการลงทุนในโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ใกล้แล้วเสมือน (Platform Innovation) โดยโรงงานแห่งใหม่เสร็จสิ้นไปกว่า 97% คาดว่าจะพร้อมใช้งานในช่วงปลายปี 2568

ในช่วงครึ่งปีหลังปี 2568 นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflection Point) เนื่องจากบริษัทจะเริ่มดำเนินงานของโรงงานผลิตแห่งใหม่ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในปี 2569 เมื่อสามารถใช้กำลังการผลผลิตเต็มรูปแบบและรองรับยอดขายสู่เป้าหมาย 2,000 ล้านบาทต่อปีได้อย่างมั่นคง

การวิเคราะห์ Core vs Non-Core ชี้ให้เห็นว่ารายได้และกำไรส่วนใหญ่มาจากธุรกิจหลัก (Core) โดยมีสัดส่วนประมาณ 1,667 ล้านบาท (100%) ขณะที่รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก (Non-Core) เช่น สินค้าสัตว์และสินค้าคอสเมติกบางชิ้น มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าเฉลี่ย

“เรามุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจหลักอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยจะให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา”

แม้จะเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทาย เช่น เศรษฐกิจโลกที่ไม่มั่นคง การล่าช้าของยาใหม่ (ส่งผลให้ยอดขายไตรมาสที่ 4 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) และภัยธรรมชาติ/สงครามที่ส่งผลต่อการขนส่งสินค้า แต่บริษัทได้เตรียมพร้อมรับมือด้วยการจัดสรรสต๊อกวัตถุดิบอย่างน้อย 6 เดือน และมีสต๊อกสินค้าคงคลังประมาณ 1 ปี

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับโครงสร้างทีมขาย เพิ่มทีมขายเฉพาะทางในแต่ละธุรกิจย่อย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าและบริการลูกค้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุน ทำให้สามารถเพิ่มอัตรากำรากำไรขั้นต้นได้จาก 56.6% เป็น 58.6% รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาทที่ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบที่นำเข้าได้อีก 8%

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

Q: จากสถานการณ์ความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง มีผลกระทบต่อ BLC อย่างไร และบริษัทมีแนวทางจัดการอย่างไรบ้างคะ?

A: บริษัทมองว่าธุรกิจยาเป็น "defensive demand" จึงคาดว่ายอดขายจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก มีการจัดสรรสต๊อกวัตถุดิบอย่างน้อย 6 เดือน และมีสต๊อกสินค้าคงคลังประมาณ 1 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ การขนส่งสินค้าไปยังโรงพยาบาลและร้านขายยาเป็นจุดที่ต้องระวัง หากเกิดเหตุการณ์ขัดขวางจะกระทบต่อเวลาจัดส่ง

Q: ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดในปีนี้จะลดลงหรือไม่ และทำไมจึงไม่ใช้พรีเซนตันเตอร์เพิ่มเติมคะ?

A: แผนงบประมาณปี 2569 คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านการตลาดจะลดลงประมาณ 15–20 ล้านบาท เนื่องจากสัญญาเก่าต่อเนื่องและแผนแบรนดิ้งใหม่เน้นโมเมนตัมระยะยาว การใช้พรีเซนเตอร์เพียงครั้งเดียวเพียงพอในการสร้าง awareness แล้วจะเน้นการขยาย portfolio สินค้า เช่น จากครีมมาเป็นเจล สเปรย์ เพื่อให้มูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Q: อัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้เติบโตจากปีก่อนหน้าได้อย่างไรคะ?

A: เพิ่มขึ้นจาก 56.6% เป็น 58.6% จากการปรับพอร์ตสินค้าขายสินค้ามี margin สูงกว่า เช่น สินค้าคอสเมติก และลดต้นทุนผลิตจากการเพิ่มกำลังการผลิต การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับ USD ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบที่นำเข้าประมาณ 8%

Q: เมื่อไหร่จะเห็นผลจาก New S Curve และการลงทุนในโรงงานใหม่คะ?

A: ปี 2569 เป็นปีที่จะเห็นผลเต็มรูปแบบ จากการใช้กำลังการผลิตเต็มรูปแบบและรองรับยอดขายตามเป้าหมาย 2,000 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) และ Free Cash Flow จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ เนื่องจากลดค่าเสื่อมราคาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

โดยภาพรวม BLC กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนในระยะสั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อกำไร แต่ในระยะยาวจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ถือหุ้น ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และการขยายตลาด

“เรามั่นใจว่า BLC พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง”

โพสต์ล่าสุด