บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
THAI: กำไรปี 69 ส่อแววท้าทาย ASPS หั่นเป้าเหลือ 11.50 บาท
P/E -100.00 YIELD 0.00 ราคา 7.35 (0.00%)
text-primary ไฮไลท์สำคัญ
ASPS ประเมิน THAI กำไรปี 2569 เติบโตเพียง 2% YoY หลัง Cabin factor เส้นทางยุโรปเริ่มชะลอตัว หั่นราคาเป้าหมายเหลือ 11.50 บาท
text-primary ผลการดำเนินงานที่น่ากังวล
ASPS ระบุว่า ข้อมูล Stat เดือน พ.ย. 2568 ของ THAI ชะลอตัวลง โดยจำนวนผู้โดยสารอยู่ที่ 1.36 ล้านคน (-9.8% YoY) ASK อยู่ที่ 5.7 ล้านที่นั่ง - กม. (-1.6% YoY) และ Cabin factor ลดลงเหลือ 77.8% (จาก 83.6% ในช่วงเดียวกันปีก่อน) แม้ว่า Passenger yield ในเดือน ต.ค. - พ.ย. จะเพิ่มขึ้น 6% - 7% จากไตรมาส 3/2568 ตามฤดูกาล แต่ยังคงลดลงราว 5% YoY
text-primary ข้อสังเกตและวิเคราะห์
ฝ่ายวิจัย ASPS มองว่าการชะลอตัวของ Cabin factor ในเส้นทางบินยุโรป (ซึ่งมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568) สวนทางกับจำนวนนักท่องเที่ยวยุโรปที่เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งสูงขึ้น 5.8% YoY สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมการบิน ภายใต้ประมาณการกำไรปกติปี 2568 ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท (9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท) ASPS คาดว่ากำไรในไตรมาส 4/2568 จะอยู่ที่ราว 9.6 พันล้านบาท (เทียบกับ 1.2 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4/2567) อย่างไรก็ตาม ASPS มองว่าประมาณการดังกล่าวมี Downside จำกัด เนื่องจากค่าซ่อมบำรุงและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจะช่วยประคองผลการดำเนินงาน
สำหรับประมาณการกำไรปกติปี 2569 ปัจจุบันอยู่ที่เติบโต 2% YoY (เทียบกับ +49% ในปี 2568) อย่างไรก็ตาม Cabin factor ในเดือน พ.ย. ที่มีสัญญาณชะลอตัว ทำให้ ASPS มองว่าสถานการณ์เริ่มมีความท้าทายมากขึ้น
text-primary คำแนะนำและราคาเป้าหมาย
ASPS ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ THAI โดยอิง Norm EPS ปี 2569 ที่ราว 1.2 บาท และ PER ที่ 10 เท่า ให้ราคาเป้าหมายที่ 11.5 บาท โดย Sensitivity Analysis พบว่าทุก 5% ของรายได้รวมที่ต่ำกว่าสมมติฐานจะส่งผลให้กำไรและมูลค่าที่เหมาะสมเปลี่ยนแปลง 18% ถึงแม้ว่า PER จะลงมาซื้อขายที่ 7 เท่า (ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่าง JAL, ANA ที่ 10 เท่า) และสะท้อนถึงความท้าทายในการดำเนินงานในปีหน้าไปบ้างแล้ว แต่ปัจจัยที่ต้องจับตาคือการที่เจ้าหนี้ที่ได้หุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุนจะเริ่มขายหุ้นได้ 25% หรือ 6.6 พันล้านหุ้น (คิดเป็น 23% ของทุนจดทะเบียน) ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2569 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นในระยะข้างหน้า