VL Enterprise (VL): เจาะลึกผลประกอบการ Q2/2568 พร้อมแผนขยายกองเรือ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

P/E 27.73 YIELD 5.13 ราคา 0.78 (0.00%)

VL Enterprise (VL): เจาะลึกผลประกอบการ Q2/2568 พร้อมแผนขยายกองเรือ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

สวัสดีค่ะ ท่านนักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ สื่อมวลชน และท่านผู้ชมทางบ้านทุกท่าน ดิฉัน ชุติภา กลิ่นสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งาน Oppday ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2568

บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะขอนำเสนอผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ที่ผ่านมา โดยจะขอนำเสนออยู่ด้วยกัน 4 หัวข้อ ได้แก่

  1. ภาพรวมของบริษัท
  2. ภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียม และปิโตรเคมีภัณฑ์
  3. ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2568
  4. บทสรุป

ในโลกของธุรกิจยุคใหม่นี้ ซัพพลายเชน คือหัวใจสำคัญของความต่อเนื่อง และความมั่นคง VL Enterprise จำกัด (มหาชน) ภูมิใจที่ได้เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมหลากหลายแขนงให้ขับเคลื่อนไปอย่างไม่สะดุด VL เชี่ยวชาญในการให้บริการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ทางทะเล โดยการขนส่งทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ พร้อมที่จะส่งมอบความมั่นใจในด้านความปลอดภัย ความรวดเร็ว และความต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของทุกภาคส่วน

สินค้าหลักๆ ที่ทำการขนส่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันเตา น้ำมันใส น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันปาล์ม ปัจจุบันนี้มีเรือที่ประกอบธุรกิจอยู่จำนวน 12 ลำ ขนาดน้ำหนักบรรทุกรวมอยู่ที่ 38,747 เดทเวทตัน และขนาดบรรทุกตั้งแต่ 1,568 ไปถึง 5,578 เดทเวทตัน อายุของกองเรือเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ปี

VL เองนั้นมีสัญญาในการว่าจ้างให้บริการอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท

  1. สัญญาแบบระยะยาว (Contract of Affreightment: COA) อายุของสัญญาก็เริ่มมาตั้งแต่ 1 ปี ไปจนถึง 13 ปี
  2. สัญญาแบบเช่าเหมา (Time Charter) มีลักษณะการว่าจ้างอัตราเหมาจ่ายเป็นรายเดือนเท่าๆ กัน
  3. สัญญาแบบรายเที่ยว (Spot Charter) มีลักษณะการว่าจ้างเป็นรายเที่ยวของการขนส่ง

VL เองนั้นมีจุดแข็งในการให้บริการอยู่ดังนี้

  1. VL เน้นในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากลของ International Safety Management Code หรือ ISM Code จากสถาบันชั้นนำคือ รอยด์ รีจิสเตอร์ และดำเนินการภายใต้มาตรฐานของ IMO (International Maritime Organization) VL เป็นที่ยอมรับจากกลุ่ม Oil Companies International Marine Forum หรือ OCIMF ทำให้บริษัทได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากลูกค้าในการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง
  2. ทีมบุคลากร ทีมผู้บริหาร มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี สามารถที่จะบริหารการจัดการ และการวางเป้าหมายการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
  3. บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรือที่ต่อใหม่ หรือที่เรือที่ใช้งานอยู่ปัจจุบัน เป็นเรือที่มีโครงสร้างคือเป็นเรือเปลือกสองชั้น คือเรียกว่า เรือ Double Hall มีการออกแบบโครงสร้างเพื่อป้องกันการเกิดน้ำมันรั่วไหลลงสู่ท้องทะเล ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของ IMO ในระดับ Tier 2 ซึ่งช่วยรักษา สภาพอากาศให้สะอาดและยั่งยืนต่อไป
  4. อายุของกองเรือของ VL อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ปี ถือว่าเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย
  5. VL ให้ความสำคัญในเรื่องของการขนส่งสินค้า จะต้องไม่ปนเปื้อน และป้องกันการเกิดการสูญหาย หรือเรียกว่า Oil Loss นั่นเอง จากต้นทางไปยังปลายทาง

และด้วยจุดแข็งทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาและการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ การันตีด้วยรางวัลขนส่งดีเด่น การบริหารจัดการดีเด่น การจัดการด้านความปลอดภัยดีเด่น ที่บริษัทได้รับมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจมา จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพการให้บริการบนมาตรฐานสากลจากกลุ่ม Oil Companies International Marine Forum หรือ OCIMF จึงทำให้บริษัท VL ได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้าดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ VL เองนั้นได้แสดงเจตนารมณ์เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการต่อต้านการทุจริต และการคอร์รัปชัน CAC โดยมีเป้าหมายในการรับรองภายในปี 2570

สำหรับการขนส่งในประเทศ เป็นการขนส่งจากโรงกลั่นที่อยู่ศรีราชา ระยอง กรุงเทพฯ ไปส่งยังคลังสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สุราษฎร์ บ้านดอน สงขลา สินค้าที่ทำการขนส่งก็ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันเตา น้ำมันปิโตรเลียม น้ำมันหล่อลื่น มีเรือที่ดำเนินธุรกิจอยู่จำนวน 11 ลำ ขนาดน้ำหนักบรรทุกตั้งแต่ 1,568 จนถึง 5,578 เดทเวทตัน ขนาดน้ำหนักบรรทุกรวมอยู่ที่ 35,930 เดทเวทตัน โดยแบ่งออกเป็นเรือที่ขนน้ำมันปิโตรเลียม จำนวน 8 ลำ และขนน้ำมันดิบจำนวน 3 ลำ รูปแบบของอายุของสัญญา ก็เป็นแบบ COA และ Time Charter

สำหรับเรือที่ขนส่งระหว่างประเทศ เป็นการขนส่งในแถบ Southeast Asia ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม พม่า เป็นต้น สินค้าที่ทำการขนส่งก็มีอยู่ด้วยกัน น้ำมันปาล์ม น้ำมันปิโตรเลียม และน้ำมันหล่อลื่น เรือที่ทำการขนส่งปัจจุบันนี้มีอยู่จำนวน 1 ลำ โดยการขนส่งน้ำมันปาล์ม ขนาดน้ำหนักบรรทุกอยู่ที่ 2,816 เดทเวทตัน รูปแบบของสัญญา ก็เป็นแบบสัญญา Spot Charter

ในหัวข้อถัดไป เป็นในส่วนของภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมัน ทั้งอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมในประเทศ และอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มระหว่างประเทศ

อุตสาหกรรมปิโตรเลียมในประเทศไทย ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ภาพรวมการใช้พลังงานของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 157.69 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.6% โดยที่น้ำมันอากาศยาน หรือน้ำมัน Jet เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 11.2% และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติขยายตัวที่ 1.65% รวมไปถึงการขยายตัวของการให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศ และในภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยสะสม 6 เดือนแรก ในปี 2568 อยู่ที่ 16.68 ล้านคน

การใช้น้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 31.91 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของไตรมาสปีที่แล้ว โดยที่ในไตรมาสนี้ การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินยังคงปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่เริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอตัวไปบ้าง โดยที่มีสาเหตุหลักมาจากหลายปัจจัย อาทิเช่น การขยายตัวของการใช้รถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประเภท BEV, HEV และ PHEV โดยสัดส่วนการใช้รถไฟฟ้าปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6.5% ของรถยนต์ที่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 7 คนไม่เกิน 7 คน รวมทั้งการใช้ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราการใช้ของผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ 3.2% มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ในส่วนของการใช้น้ำมันดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ 67.67 ล้านลิตรต่อวัน ปรับลดลงประมาณ 1.4% ซึ่งก็สอดคล้องกับดัชนีการใช้ การขนส่งสินค้า หรือ Shipment Index เฉลี่ยเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม มีการหดตัวลงประมาณ 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวค่อนข้างช้า โดยการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนยังมีการชะลอตัวไปบ้าง ประกอบกับการลดลงของนักท่องเที่ยวจากจีน แม้ว่าการส่งออกยังคงขยายตัวบ้างจากการเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา เนื่องจากแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ แต่ก็ยังคงไม่ได้ส่งผลชัดเจนต่อภาคการผลิตมากนัก โดยในไตรมาสที่ 2 นี้ ภาคการผลิตขยายตัวประมาณ 0.6% และการใช้น้ำมันดีเซลประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว หรือ B20 ลดลงอยู่ที่ 0.02 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ดีเซลพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.16 ล้านลิตรต่อวัน

การผลิตและการกลั่นในไตรมาสที่ 2 นี้ การกลั่นมีการกลั่นเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% หรือประมาณ 180 ล้านลิตรต่อวัน และใช้กำลังการผลิตทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 90% โดยที่การผลิตในส่วนของน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 0.1% และตัวน้ำมันดีเซลมีการผลิตลดลงประมาณ 8.1% โดยก็เป็นการปรับตัวตามความต้องการในการใช้ ในขณะที่การผลิตน้ำมัน Jet ยังคงมีอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ อยู่ที่ประมาณ 23.2% ตามตัวเลขการท่องเที่ยวและการขนส่งที่เติบโตเพิ่มขึ้น

Utilization Rate ในไตรมาสที่ 2 นี้ ก็มีอัตราการใช้ที่ใกล้เคียงกับปี 2567 ค่าเฉลี่ยของการใช้อยู่ที่สูงกว่า 80% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการใช้ที่ค่อนข้างสูง ค่าเฉลี่ยปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา ซึ่งก็สอดคล้องกับการลดลงของการผลิตและการใช้ในบางผลิตภัณฑ์ รวมทั้งในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้เองก็เป็นช่วงที่เข้าสู่ช่วงฤดูฝน หรือเป็นช่วง Low Season ของทุกๆ ปีอยู่แล้ว

ถึงแม้ว่าในไตรมาสนี้ จะมีปัจจัยทางลบทั้งความต้องการในการใช้น้ำมันที่ลดลง และการเข้าสู่ฤดูฝน แต่ว่าความต้องการในการใช้เรือของบริษัทเองก็ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นั่นก็มาจากความเชื่อมั่นของลูกค้าในเรื่องของคุณภาพ และการให้บริการของกองเรือ VL นั่นเอง ซึ่งนั่นเองก็สอดคล้องกับรายได้ในประเทศในไตรมาสที่ 2 นี้ ที่มีการเติบโตขึ้นประมาณ 10% จากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของไตรมาสของปีที่แล้ว

ในสไลด์ถัดมา เป็นเรื่องของการคาดการณ์ความต้องการในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในครึ่งปีหลังของปี 2568 ข้อมูลนี้ก็จากศูนย์วิจัยกรุงศรี และกสิกรไทย โดยที่น้ำมันเชื้อเพลิงที่ขายในตลาดเรา 97% มาจากการกลั่นทั้งหมดในประเทศ โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบดูไบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศเกือบทั้งหมดกว่า 90% จะเป็นการใช้ของตัวน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน ซึ่งใช้ในภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก

ภาพรวมเศรษฐกิจ ในช่วงปี ครึ่งปีหลังของปี 2568 ซึ่งก็จะเป็นมีผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ความต้องการในการใช้น้ำมัน โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 2.2-2.3% ตลอดทั้งปี ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งจะช่วยผลักดันในการใช้เชื้อเพลิงในประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไรก็ตาม สถานการณ์การค้าโลก และอัตราภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังช่วงของการใช้พลังงานสะอาดระยะยาว ก็อาจจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความต้องการในการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานในอานาคตของประเทศไทย

แนวโน้มความต้องการในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ความต้องการในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตได้ที่ประมาณ 2% ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบช้าๆ ตามที่ได้กล่าวข้างต้น โดยที่ความต้องการน้ำมันเครื่องบิน หรือน้ำมัน Jet ยังคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคการขนส่งทางอากาศ สำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลนั้นนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ายังมีแนวโน้มในการขยายตัวได้มากกว่าครึ่งปีแรก ในภาค และในภาคการผลิตน้ำมันเอง นักวิเคราะห์ก็คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นี้ โรงกลั่นมีโอกาสที่จะฟื้นตัวจากการทำกำไรในส่วนของ Refinery Margin ที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดิบ และการกลั่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองในความต้องการใช้ของน้ำมัน Jet ที่เพิ่มขึ้น

สัดส่วนการส่งออกน้ำมันปาล์มของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับ 1 ของโลก มีอัตราการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยดูได้จากกราฟด้านบนเส้นสีแดง จะเห็นได้ว่าการส่งออกมีการเพิ่มขึ้นกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะปัจจัยด้านลบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศอินโดนีเซีย ก็คือการส่งออกไปยังประเทศจีนและอินเดีย การส่งออกที่เพิ่มขึ้นก็สอดคล้องกับรายได้ในส่วนของการขนส่งระหว่างประเทศของกองเรือเราที่เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสแรกกว่า 30% อัตราค่าขนส่งในไตรมาสนี้ก็ยังมีอัตราค่าขนส่งที่ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นไปตามความปรับลดลงของราคาบังเกอร์ในตลาดโลก ซึ่งมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง Utilization Rate ในกองเรือต่างประเทศของเรามีอัตราการใช้เฉลี่ยสูงกว่า 90% ซึ่งก็ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ และก็เทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมาเอง สาเหตุ ก็เนื่องมาจากลูกค้าประจำของเรา ก็ยังคงไว้ใจในเรื่องของคุณภาพของการให้บริการของกองเรือ ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและยังคงใช้บริการเรือของเราอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของไตรมาส 3 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตปาล์มของประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย คาดว่าจะมีการผลิตเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากในไตรมาส 3 นี้ ก็จะเป็นช่วงที่เข้าสู่เรียกว่า Peak Season ของการผลิตและก็เก็บเกี่ยวตัวปาล์ม เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความเอื้ออำนวยมากขึ้น และก็การดูแลสวนที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แนวโน้มผลผลิตโดยรวมของประเทศอินโดนีเซียจะสามารถผลิตน้ำมันปาล์ม หรือ CPO ได้มากกว่า 12 ล้านตัน ในไตรมาสนี้ ด้านการส่งออกของประเทศอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่า การส่งออกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีปลายทางหลักๆ ก็คือประเทศอินเดีย จีน และประเทศในอาเซียนเรา ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เรือของเราให้บริการขนส่งอยู่

ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย คาดการณ์ว่าจะผลิตน้ำมันปาล์มได้ราว 4.5-5 ล้านตัน ในไตรมาส 3 นี้ สาเหตุ ก็คือ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มีการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งการใช้ เทคโนโลยี เพื่อช่วยในภาคการเกษตร ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเพาะปลูกปาล์ม ตลาดหลักๆ ของประเทศมาเลเซีย ก็คือ การส่งไปจีน และก็ตะวันออกกลาง โดยที่จีนเองก็มีแนวโน้มที่จะสั่งซื้อเพิ่มขึ้น หลังจากเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศจีน

ผลประกอบการสำหรับงวด 6 เดือนแรก ปี 2568 จากกราฟจะเห็นว่ารายได้ค่าขนส่งสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 มีรายได้ค่าบริการขนส่งรวมจำนวน 355.5 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2567 จำนวน 379.5 ล้านบาท ลดลง 24 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 6.3% โดยลดลงในส่วนของรายได้ค่าบริการขนส่งระหว่างประเทศจำนวน 55.5 ล้านบาท เนื่องจากจำนวนเรือขนส่งของกองเรือระหว่างประเทศลดลงจำนวน 2 ลำ จากงวด 6 เดือน ปี 2567 แต่รายได้ค่าบริการขนส่งในประเทศเพิ่มขึ้นจำนวน 32.8 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทบริหารจัดการกองเรือในประเทศได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างรายได้จากกราฟด้านขวา สำหรับไตรมาส 2 ปี 2568 มีรายได้ค่าบริการขนส่งในประเทศจำนวน 156 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 2 ปี 2567 จำนวน 141 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15 ล้านบาท ในส่วนของรายได้ค่าบริการขนส่งระหว่างประเทศ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2568 จำนวน 21 ล้านบาท และสำหรับไตรมาส 2 ปี 2567 จำนวน 43 ล้านบาท ลดลง 22 ล้านบาท

สำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 มีรายได้ค่าบริการขนส่งในประเทศจำนวน 318.8 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2567 จำนวน 286.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6 ล้านบาท ในส่วนของรายได้ค่าบริการขนส่งระหว่างประเทศ สำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 จำนวน 36.7 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2567 จำนวน 93.3 ล้านบาท ลดลง 56 ล้านบาท

สัดส่วนรายได้ค่าบริการขนส่งสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 รายได้ค่าบริการขนส่งในประเทศเท่ากับ 90% และรายได้ค่าบริการขนส่งระหว่างประเทศเท่ากับ 10% จากงวด 6 เดือน ปี 2567 ที่มีสัดส่วนรายได้ค่าบริการอยู่ที่ 75% และ 25% จากกราฟแนวโน้มรายได้แยกตามกลุ่มลูกค้า รายไตรมาส ได้แสดงสอดคล้องกับการปรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในรอบระยะเวลาที่ผ่านมา

ต้นทุนค่าบริการขนส่ง สำหรับระยะเวลา 6 เดือนแรกของปี 2568 มีต้นทุนค่าบริการขนส่งจำนวน 312.8 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 336.6 ล้านบาท ลดลง 23.8 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 7.1% โดยสัมพันธ์กับรายได้ค่าบริการขนส่งที่ลดลงเช่นกัน สำหรับโครงสร้างต้นทุนค่าบริการขนส่งเปรียบเทียบ ตามกราฟแสดงในส่วนของต้นทุนค่าบริการขนส่งรวม จะเห็นว่าต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 ลดลง 10.4 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 7% จากปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง โดยสอดคล้องกับรายได้ค่าบริการขนส่งและจำนวนเรือขนส่งที่ให้บริการลดลง 1 ลำ ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567

ค่าใช้จ่ายพนักงานงวด 6 เดือน ปี 2568 ลดลง 3.9 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 6% ค่าเสื่อมราคางวด 6 เดือน ปี 2568 ลดลง 3.5 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 5% ค่าพิธีกรณิการงวด 6 เดือน ปี 2568 ลดลง 2.5 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 18% และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลดลง 4.8 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 19% ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่กล่าวมานี้ลดลงจากงวด 6 เดือน ปี 2567 จากจำนวนเรือขนส่งที่ให้บริการลดลง 1 ลำ ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 เช่นเดียวกัน ส่วนค่าซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็น 27% จากการซ่อมเพลาเป็นกรณีฉุกเฉินของเรือ 1 ลำ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568

จากกราฟ ราคาต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เส้นทึบสีน้ำเงินด้านล่าง ราคาน้ำมันเตาเฉลี่ยสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 จำนวน 21.4 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากงวด 6 เดือน ปี 2567 ที่แสดงราคาน้ำมันเตาเฉลี่ยอยู่ที่ 21 บาทต่อลิตร โดยเพิ่มขึ้น 0.40 บาทต่อลิตร หรือราคาเพิ่มขึ้น 1.9% สำหรับเส้นทึบสีแดงด้านบนแสดงราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ย สำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 จำนวน 29 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากงวด 6 เดือน ปี 2567 ที่แสดงราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 27.5 บาทต่อลิตร โดยเพิ่มขึ้น 1.50 บาทต่อลิตร หรือราคาเพิ่มขึ้น 5.5% ซึ่งเรือขนส่งของบริษัทมีปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งสองชนิด อยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 ลดลงจากงวด 6 เดือน ปี 2567 จากกราฟด้านซ้าย กำไรขั้นต้นสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 จำนวน 42.7 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2567 จำนวน 42.9 ล้านบาท ลดลง 0.2 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 0.5% จากการลดลงของรายได้ค่าบริการขนส่งที่ลดลงมากกว่าต้นทุนค่าบริการขนส่งที่ลดลงตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 อยู่ที่ 12% เพิ่มขึ้นจากงวด 6 เดือน ปี 2567 ที่อยู่ที่ 11.3%

กำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 เพิ่มขึ้นจากงวด 6 เดือน ปี 2567 จากกราฟด้านซ้าย กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 จำนวน 9.4 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2567 จำนวน 3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็น 213.3% จากการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 และจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ในส่วนของอัตรากำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 อยู่ที่ 2.6% เพิ่มขึ้นจากงวด 6 เดือน ปี 2567 ที่อยู่ที่ 0.8%

สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีจำนวน 1,563 ล้านบาท ลดลง 101 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 6.1% จากสิ้นปี 2567 ซึ่งลดลงจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 43.3 ล้านบาท ลดลงจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่น 18 ล้านบาท และเรือขนส่งและอุปกรณ์ลดลง 39.5 ล้านบาท จากการตัดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่มีอยู่ในบัญชี

หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นรวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีจำนวน 1,563 ล้านบาท ลดลง 101 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 6.1% จากสิ้นปี 2567 จากหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง 96 ล้านบาท จากการจ่ายชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้แก่สถาบันการเงิน หนี้สินเพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 14 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่เป็นกำไรสุทธิ 9 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผล 23 ล้านบาท

อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงินด้านความสามารถในการชำระหนี้ จากกราฟ เส้นทึบสีน้ำเงินด้านบนแสดงอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 อยู่ที่ 0.52 เท่า จากปี 2567 ที่อยู่ที่ 0.60 เท่า และเส้นประสีแดงด้านล่างแสดงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 อยู่ที่ 0.40 เท่า จากปี 2567 ที่อยู่ที่ 0.49 เท่า ซึ่งลดลงจากเดิมทั้งสองอัตราส่วน เป็นการลดลงจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมตามสัญญาแก่สถาบันการเงิน และอยู่ในระดับที่เหมาะสม

แผนการขยายของกองเรือตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปี 2570 บริษัทมีแผนในการขยายและปรับปรุงประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเพิ่มกำลังการขนส่งและการปรับปรุงทางเทคโนโลยี เพื่อที่จะส่งผลต่อรายได้โดยตรง และเรือใหม่ก็จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า ก็สามารถทำเที่ยวได้มากขึ้น และยังลดต้นทุนในเรื่องของค่าบำรุงรักษาในการใช้ และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า จะทำให้มีความน่าเชื่อถือ และลดความเสี่ยงจากการหยุดการดำเนิน ดำเนินงาน

ในส่วนของ Q&A ในช่วงท้ายของการประชุม

**คำถาม:** ในครึ่งปีหลังคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการจะดีกว่าครึ่งปีแรกหรือไม่ อย่างไร **คำตอบ:** ในครึ่งปีแรก บริษัทมีเรือที่เข้า Docking อยู่จำนวน 4 ลำ และในครึ่งปีหลังไม่มีเรือที่เข้า Docking แล้ว คาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเรือเข้ามาวิ่งเต็มจำนวนเต็ม ไม่ได้มีในเรื่องของการ Docking อีกแล้ว

**คำถาม:** ความคืบหน้าในการจัดซื้อเรือลำใหม่เป็นอย่างไร เพื่อให้มีกองเรือเพิ่มขึ้นตามแผน **คำตอบ:** มีเรือเข้ามาแล้วจำนวน 1 ลำ ตอนนี้ทาง VL ก็ไป Inspect เมื่ออาทิตย์นี้ และขั้นตอนต่อไปจะอยู่ในระหว่างการเจรจา การเจรจาเรื่องราคา เนื่องจากราคาที่ทำกับคอร์สที่ทำมันไปด้วยกันได้หรือไม่

**คำถาม:** VL มีเรือขนส่งน้ำมันปาล์มกี่ลำ เส้นทางการเดินเรือจากไหนไปไหน **คำตอบ:** ปัจจุบันมีเรือขนส่งน้ำมันปาล์มอยู่ 1 ลำ ไซส์ขนาด 2,800 Deadweight ตัน โดยที่เส้นทางการขนส่งหลักๆ ก็คืออยู่ใน Southeast Asia โดยที่วิ่งเส้นทางระหว่างอินโดนีเซียและก็เวียดนามเป็นหลัก

**คำถาม:** ในปี 2568 บริษัทมีเรือเข้าอู่เพื่อซ่อมแซมครั้งใหญ่เป็นจำนวนกี่ลำ และส่งผลทำให้รายได้ค่าบริการลดลงจากปี 67 จำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ และมีแผนการบริหารจัดการอย่างไรที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากปี 2567 **คำตอบ:** ในปี 2568 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีเรือเข้า Dry Docking อยู่จำนวน 4 ลำ ซึ่งส่งผลให้รายได้ลดลงจากปีก่อนอยู่ 4% การจัดการบริหารคาดว่ากำไรในครึ่งปีหลัง เรือครึ่งปีหลัง ไม่มีการเข้า Dry Dock แล้ว และก็เป็นช่วง High Season ก็เลยคาดว่าในปี 2568 จะมี กำไรเพิ่มขึ้น ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

**คำถาม:** จากการเปิดเผยงบเงินสดในรอบ 6 เดือน บริษัทมีกระแสเงินสดติดลบจำนวน 43 ล้านบาท ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงินหรือไม่ อย่างไร เพราะเงินสดในบริษัทคงมีเหลืออยู่เพียง 73 ล้านบาท **คำตอบ:** ในส่วนของกระแสเงินสดที่ติดลบในรอบ 6 เดือนแรก เป็นผลมาจากการที่มีเรือเข้าอู่ อยู่ 4 ลำ ก็เลยส่งผลให้ เรามีเงิน ต้องลงทุนในกระแส เงินสดที่เป็นกิจกรรมลงทุนอยู่ 29.8 ล้านบาท แล้วก็จ่ายชำระเงินกู้ อยู่ 95.8 ล้านบาท แล้วก็จ่าย ชำระ เงินปันผล ไป อยู่ 23 ล้านบาท ในเบื้องต้นบริษัท ยังไม่ได้ถือว่าขาดสภาพคล่องทางการเงิน และก็ยังมีผลการดำเนินงาน ที่เป็นบวกอยู่

**คำถาม:** การเพิ่มเรือขนส่งตามแผนธุรกิจ ใน ในฐานะนักลงทุนจะเชื่อได้อย่างไรว่าจะดำเนินการเป็นไปตามแผนที่วางไว้เนื่องจากรายได้ลดลงเรื่อยๆ **คำตอบ:** ตามแผน เรามีเรือเก่า เรือที่มันมีเก่าแล้วมันก็ จะมีการ ซ่อมบำรุง แล้วอาจจะมีในระหว่างการวิ่ง หะ มันก็จะมีการหยุด หยุด เพื่อซ่อมบำรุง ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะ อีก ซึ่ง บางเรื่องของเครื่อง จักร ใหญ่ อะไรต่างๆ นะ คะ ที่ต้อง ทำ การ เปลี่ยน นะ คะ ก็ คาด ว่า ตาม ที่ ท่าน ว่า ก็ เรา ถือ ว่า ถ้า เรา มี เรือ ใหม่ นะ คะ เรือ ใหม่ มัน ก็ จะ มี ประสิทธิภาพ มาก กว่า นะ คะ การ ซ่อม มัน ก็ จะ น้อย ลง การ ทํา เที่ยว ก็ จะ ได้ วิ่ง ได้ มาก ขึ้น น่ะ ค่ะ มัน ก็ จะ ทํา ให้ ราย ได้ เพิ่ม ขึ้น นะ คะ แต่ ราย ได้ นะ คะ ก็ ทาง ของ บริษัท VL นะ คะ ก็ ถือ ว่า ราย ได้ เรา ก็ เอ่อ ไม่ ไม่ ได้ ลด ลง นะ คะ ราย ได้ เรา ถือ ว่า เรา ราย ได้ ปกติ อยู่ นะ คะ เพราะ เนื่อง จาก ว่า เรือ ของ เรา อ่ะ มี สัญญา ใน การ ว่า จ้าง อยู่ นะ คะ 90% ของ เรือ ที่ จํานวน 12 ลํา อ่ะ ค่ะ เพื่อ ให้ ท่าน นัก ลง ทุน ได้ มั่น ใจ นะ คะ ว่า VL เนี่ย มี สัญญา ใน การ ว่า จ้าง กับ คู่ ค้า อยู่ อ่ะ ค่ะ เพราะ ว่า เรา ไม่ ได้ ได้ ไม่ มี สัญญา นะ คะ จะ ทํา ให้ เรา เอง ก็ มี ราย ได้ อย่าง สม่ํา เสมอ อยู่ แล้ว อ่ะ ค่ะ

ดิฉันในนามของบริษัท VL Enterprise จำกัด มหาชน ขอขอบคุณท่านนักลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ VL เสมอมา คุณเป็นส่วนหนึ่งของ VL ที่จะทำให้เราเติบโตไปอย่างยั่งยืนตลอดไป

โพสต์ล่าสุด