สรุป Oppday ITC: ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เติบโตในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง พ.ศ. 2568

P/E 17.34 YIELD 6.69 ราคา 17.20 (0.00%)

สรุป Oppday ITC: ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เติบโตในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง พ.ศ. 2568

สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับนักลงทุนทุกท่านเข้าสู่ช่วง Opportunity Day ของบริษัท i-Tail Corporation สำหรับผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยในวันนี้ทางบริษัทได้รับเกียรติจากผู้บริหารร่วมนำเสนอข้อมูล

1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):

ถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่ธุรกิจอาหาร Wet Cat และ Dog Food ยังสามารถเติบโตได้ดี โดยมีการเติบโตเฉลี่ย 4.8% CAGR ตั้งแต่ปี 2020 ถึง 2025 และคาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.5% CAGR ในปี 2025 ถึง 2030

Premium Global Pet Food Market เติบโตเฉลี่ย 27.5% Global Wet Cat and Dog Food Market เติบโตโดย Wet Cat Food 3.6% และ Wet Dog Food 2.5% CAGR ตลาดใหญ่สุดยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา

การเติบโตของตลาดอาหารสุนัขและแมวเติบโตน้อยกว่าบริษัท โดยผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมาเฉลี่ยจะเติบโตประมาณ 6% เมื่อเทียบกับ Global Wet and Cat & Dog Food

Volume เติบโต 9.7% Year-on-Year และ USD Sales เติบโต 6.9% อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ FX มีผลกระทบประมาณ 8% ยอดขายที่เป็นเงินบาทลดลงประมาณ 2% เมื่อเทียบกับ Q2 ปี 2567 ปิดยอดขายได้ 4,473 ล้านบาท

ภูมิภาคหลักที่ยังคง Drive ยอดขายคือโซนอเมริกา โดยเทียบ Year-on-Year แล้วมียอดขายสูงขึ้น 7.5% เทียบ Q on Q มียอดขายเติบโต 5.3% Gross Profit ไตรมาส 2 ปิดที่ 1,120 ล้านบาท ลดลง 18.2% เทียบ Year-on-Year แต่หากเทียบ Q on Q สูงขึ้นประมาณ 9.6% Gross Profit Margin ยังทำได้ดีที่ 25% ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา

Operating Profit ปิดที่ 659 ล้านบาท ลดลง 32.7% เมื่อเทียบ Year-on-Year แต่ปรับตัวสูงขึ้น 17.7% เมื่อเทียบ Q on Q OP Margin อยู่ที่ประมาณ 14.7% Adjusted Net Profit ประจำไตรมาสปิดที่ประมาณ 800 ล้านบาท NP Margin อยู่ที่ประมาณ 18%

ครึ่งปีแรกมียอดขาย 8,722 ล้านบาท Volume สูงขึ้น 12.2% แต่ Exchange Rate มีผลกระทบ ทำให้การเติบโตในแง่ของเงินบาทสูงขึ้นเพียง 1.5% แต่หากดูในภาพของ USD Sales มี Growth อยู่ที่ 8.1% ภูมิภาคหลักที่ Drive ยังคงเป็นโซนอเมริกา โดยเติบโตสูงถึง 21% เมื่อเทียบกับ First Half ปี 2567

Gross Profit Margin สำหรับ First Half ปิดที่ 2,141 ล้านบาท ลดลงจาก First Half ปี 2567 10.9% GP Margin ยัง Maintain อยู่ในระดับใกล้เคียงที่ประมาณ 25% OP ปิดอยู่ที่ 1,220 ล้านบาท OP Margin อยู่ที่ 14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วลดลงประมาณ 28% Adjusted Net Profit อยู่ที่ 1,597 ล้านบาท NP Margin อยู่ที่ 18.3%

  • แม้ว่าในปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นของ USD แต่ยังคง Maintain ยอดขายในแง่ของเงินบาทได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
  • สาเหตุหลักที่ Gross Profit Margin ลดลงเนื่องจาก Product Mix ของบริษัทในไตรมาส 2 ของปี 2567 มีสัดส่วนของ Premium Mix ที่ค่อนข้างสูงกว่า Q2 ปี 2568 แต่สัดส่วน Product Mix ในปีปัจจุบันยังคง Maintain อยู่ใน Target Range ของบริษัท

ในปี 2567 ยังมีผลกระทบจากการ Reverse ตัว Provision ของ Inventory ด้วย ทำให้ GP Margin ของไตรมาส 2 ปี 2567 อาจจะไม่ใช่ตัวแทนที่ Represent ที่จะสามารถเทียบกับปี 2568 ได้โดยตรง

  • Net Profit Margin มีการคำนวณเพื่อแยก One-Off Item ออกมา และนำเสนอผ่านกราฟในเส้นสีส้มที่เป็น Adjusted Net Profit Margin
  • ถึงแม้แนวโน้มจะลดลงตามยอดขายและ GP Margin ที่ปรับตัวลดลง แต่ยังสามารถ Maintain อยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ในปี 2568

ราคาของวัตถุดิบหลักของบริษัททั้ง Tuna และไก่ มีการปรับตัวลดลงจากไตรมาส 1 ของปี 2568 ในส่วนของไก่ค่อนข้างคงที่ Exchange Rate ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 เทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 มี Gap ที่ค่อนข้างกว้าง อยู่ที่ประมาณ 2-3 บาท

  • Maintain และรักษาระดับ AR Turnover, Inventory Outstanding และ Payable Outstanding ได้ค่อนข้างใกล้เคียงกันกับไตรมาสที่ผ่านๆ มา
  • อยู่ใน Range ที่เป็นเป้าหมายของบริษัท ส่งผลให้ Cash Cycle Day ค่อนข้างคงที่ และเป็นไปตามเป้าหมาย

Return on Asset และ Return on Equity มีการปรับตัวลดลงตามผลประกอบการ Return on Asset อยู่ที่ประมาณ 10% Return on Equity อยู่ที่ประมาณ 11.5% คณะกรรมการบริษัทได้มีการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอยู่ที่อัตรา 40 สตางค์ต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Payout Ratio อยู่ที่ 87%

2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):

  • Category ของบริษัทไม่ว่าจะเป็น Dog, Wet Pet หรือ Treat มีความคืบหน้าได้ดีขึ้นในสัดส่วนของ Category โดยเฉพาะในกลุ่ม Treat
  • ตัว Treat ของเราเองมีการเติบโตขึ้น Year-on-Year จาก 10% ใน First Half ของปี 2567 มาเป็น 13% ใน First Half ของปีนี้ ซึ่ง Treat เป็นส่วนที่ทางบริษัทเน้น และพยายามรักษาวอลุ่มและกำไรได้ดี

Portfolio ในแง่ของลูกค้ามีความแข็งแกร่ง โดย World Pet Food Company อยู่ที่ 51% มีความได้เปรียบจากคู่แข่งในจุดนี้มาก Global Brand ยังอยู่กับเราและยังคงเหนียวแน่น มีการสัดส่วนในการซื้อ โดยเฉพาะในช่วง Quarter ที่ 2 ที่มากขึ้น และต่อเนื่องไปถึง Q3 และ Q4 ด้วยเช่นเดียวกัน

Premium Mix ของ Q2 มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในกลุ่ม Mid-Price ที่ลูกค้าของเราเองในกลุ่ม Mid-Price เรียกสินค้าเพิ่มมากขึ้น แต่ Mid-Price ของเราเองไม่ได้ทำให้ GP เราน้อยลง เพราะ GP ของเราเองยังมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ระดับ 25% แม้ว่า Mid-Price จะเติบโตสูงขึ้น

Mid-Price หรือ Premium ของเราเอง ตารางนี้เองเราคิดจากราคาต่อกิโล Mid-Price มันเลยออกมามีสัดส่วนที่มากขึ้นสักนิด แต่ยังอยู่ใน Range ที่เราคาดการณ์เอาไว้

  • 6 เดือนที่ผ่านมามีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 26 ราย โดย 35% อยู่ใน North America และ 8 รายอยู่ในฝั่งอเมริกา
  • แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีประเด็นเรื่องของ Tariff แต่ลูกค้าใหม่ในอเมริกาก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าลูกค้าใหม่มีความเชื่อมั่นในตัวบริษัท และในส่วนของ Wet Pet Food ที่เราผลิตให้
  • 15% ของ 26 รายมาจากฝั่งยุโรป และ 42% มาจากในฝั่งของ Asia Oceania ของเรา

America ยังกินสัดส่วนเยอะที่สุดคือ 58% รองลงมาก็จะเป็น Asia Oceania 29% และยุโรป 13% บริษัทให้ความสำคัญกับการ Collaborate และเน้น Innovation ทำให้ Global Brand เน้นอยู่ที่ตลาดอเมริกา การเติบโตของเรายังคงอยู่ต่อเนื่องในฝั่งอเมริกา แม้ว่าจะมีเรื่องของ Tariff เข้ามา New Product ต่างๆ ใน Pipeline ยังคงแน่นอยู่ และ New Product ก็ทยอยมี Shipment ออกมากขึ้น

3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):

เอเชียยังคงมีปัญหาในเรื่องของตัว Volume และสภาพเศรษฐกิจ แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะสังเกตเห็นถึงลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเดิมที่พยายาม Renovate สินค้าของเขาเองกับเรา เข้าโปรแกรมกับเราค่อนข้างได้ดี ซึ่งตัวนี้น่าจะเห็นผลใน Quarter ต่อๆ ไป

Tariff ไปตลาดอเมริกา Action ที่เราทำอยู่จะแบ่งเป็นระยะสั้นกับระยะยาว ระยะสั้นคือติดตามกับลูกค้าของเรา ดูว่าเขามีการปรับราคาที่ตลาด Retail อะไรยังไงบ้าง ทำให้มีผลกระทบกับ Volume ของเรามากน้อยแค่ไหน

  • Proactive ที่จะไปดูว่าสินค้าของเราสามารถทำ Cost Saving มา Reformulate มาปรับสูตรอะไรช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้าเรา เพื่อบรรเทา Tariff ตรงนี้ด้วย
  • ในระดับ Group เริ่มศึกษาว่ามีประเทศไหนที่ Group เรามีโรงงานอยู่ เราจะศึกษาว่าสามารถที่จะเอา ย้าย ฐานการผลิตบางส่วน ไปอยู่ที่ประเทศอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบกันว่าสามารถที่จะช่วยลูกค้าเราลดต้นทุนได้บ้าง

Tariff ไปอเมริกา ทำให้เราศึกษาเพิ่มเติมหรือทำงานเพิ่มเติมในแง่ตลาดอื่นๆ Region อื่นๆ เพื่อมาตอบรับสำหรับ Volume ที่มีโอกาสที่จะลดลงไป Strategy ของเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราเติบโตเน้นที่ Innovation กับ NPD นี่คือสิ่งที่เราทำแล้วและเราก็ทำต่อ ตัวนี้จะช่วยเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน

4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):

คุมเรื่องค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของเราเป็นเรื่องที่สำคัญ เรามีการ Kick Off ตัว Project Transformation Cost Saving Project ชื่อ Tailwind ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราจะทำต่อ

ททยอยศึกษาเรื่อง M&A หรือไปซื้อกิจการที่ประเทศอื่นๆ สามารถที่จะมีโอกาสมา Support หรือช่วยเหลือเรื่อง Tariff ได้

  • ความหมาย 19% Tariff จริงๆ มีผลกระทบมากน้อยแค่ไหนกับผู้บริโภคที่อเมริกา สินค้าของเราคือ 100 บาท
  • สินค้าตัวเดียวกัน 100 บาทออกจากไทย Retail Price จะอยู่ในระดับ 250-300 บาท มี Value Added Service รวมทั้ง Mark Up ของ Party อื่นๆ อยู่ตรงนี้

ถ้า 19 บาทเพิ่มขึ้นมาในระดับ 100 เพิ่ม 19% ถ้าทุกอย่างเหมือนเดิม สินค้าตัวเดียวกันราคาที่อยู่บน Shelf หรือ Retail ควรจะกลายเป็น 319 บาท 319 เทียบ 300 จริงๆ คือ 6% ไม่ใช่ 19% 19% Tariff ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคที่อเมริกาต้องจ่ายเพิ่ม 19%

6% หรือ 19 บาท จะถูกกระทบในระดับหนึ่ง ลูกค้าของเราและผู้ผลิตอย่างเราจะมีส่วนร่วมทำให้ Impact ตรงนี้ลดลงไป ผู้บริโภคที่อเมริกาไม่ต้องจ่ายราคาเพิ่มถึง 6%

5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):

โปรแกรม Transformation หรือ Cost Saving Program ของเราชื่อ Tailwind ปีนี้ 6 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เราจับต้องได้ ผลงานจากโปรแกรม Tailwind ที่เราจับต้องได้จะอยู่ระดับ 7.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่เราติดตามอยู่ก็คือทุกเดือนเราสามารถที่จะมีรายงานออกมา มาเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่เราได้มาจริงเทียบกับเป้าหมายของเรา

Innovation หรือ NPD เป็นตัวหลักสำหรับการเติบโตของเรา เป็น Strategy ของเรา เราทำต่ออยู่แล้ว เรามีการเซ็น MOU กับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เพื่อเราศึกษาหลายๆ หัวข้อ เพื่อมาช่วยเติมตัว Innovation Pipeline ของเรา

สิ่งที่ทำอยู่เราทำต่อ เช่น ตัว Solar Panel ช่วยเราสามารถมี Renewable Energy เข้ามาในระบบของเรา ทำให้ Carbon Emission ของเราลดลงตามสัดส่วนได้

Tariff ประกาศออกมาเรียบร้อยแล้วว่าอยู่ที่อัตราประมาณ 19% คาดการณ์การเติบโตของปีนี้อยู่ที่อัตราประมาณ 3-5% มีการปรับลดลงจากตัว Sales Growth ที่เราเคยได้มีการประมาณการเอาไว้เบื้องต้นก่อนหน้านี้ สาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก

ในส่วนของตัวยอดขาย ยังมี Growth ที่เป็นไปตามเป้าหมายของเรา ถ้าเป็นตัว Volume ยัง Expect Growth อยู่ที่ประมาณ 12-15% เพียงแต่ว่า Reporting Currency เป็นเงินบาท Sales Growth อาจจะถูก Lower Down ลงมา

Gross Profit Margin ปรับสูงขึ้นจาก Guideline เดิมที่เคยให้ไว้ อยู่ที่ประมาณ 23-25% แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากเรื่อง Tariff มาในไตรมาสที่ 2 Gross Profit Margin ของเราแข็งแกร่งขึ้นกว่า Q1 รวมถึงโครงการ Tailwind ที่เราทำอยู่จะเป็นตัวที่ส่งเสริมให้ Gross Profit Margin ของเรายังคงแข็งแรง

SG&A to Sales อยู่ที่ประมาณ 10-11% ปรับสูงขึ้นเล็กน้อย ในภาพของเงินบาทเป็นไปตาม Guideline เดิมที่เคยให้ไว้ แต่ได้รับผลกระทบจากตัวยอดขายที่ปรับตัวลดลง ทำให้ SG&A to Sales ออกมาเป็นรูปเปอร์เซ็นต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

Capex Investment มีการปรับตัวลดลงจากเดิมที่ Plan ไว้อยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท ลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท มีการ Defer พวกโครงการบางโครงการที่อาจจะมี Payback Period ที่ค่อนข้างยาวเลื่อนออกไปก่อน แต่โครงการที่ส่งเสริม Strategic Growth ของบริษัทยังคง Maintain ไว้ตามเดิม Dividend Policy Maintain Policy เดิม อยู่ที่อย่างต่ำ 50% ของ Net Profit แต่มีการประกาศ Interm Dividend ไปสูงถึง 87%

บริษัทอยู่ภายใต้ Thai Union Group มีเรื่องของตัว Global Minimum Tax ที่เราจะต้อง Comply ในประเทศไทยเองในกลุ่ม Thai Union เรามีอัตราภาษี Effective Tax Rate ที่ต่ำกว่า 15% บริษัทที่อยู่ภายใต้ Group อาจจะต้องมีการได้รับการ Allocate ตัว Top Up Tax ลงมา ตัว Top Up Tax ที่เราเคยมีการให้ Guideline ไปก่อนหน้านี้ ไตรมาสนี้เรามีการปรับตัวประมาณการลดลงมา โดยคาดว่าตัว Top Up Tax ที่จะส่งผล On Top เพิ่มเติมจาก Effective Tax Rate ของ ITC จะสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 0.5-1% เท่านั้น

ภาพรวมของตัว Effective Tax Rate ของ ITC Group รวมตัวที่เป็น Top Up Tax แล้ว จะอยู่ในอัตราประมาณ 5-6% ซึ่งต่ำกว่าเดิมที่เราเคยประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ สินทรัพย์หลักๆ ของเราจะเป็นในส่วนของ เงินสดและเงินฝากธนาคาร รวมถึงเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง ทั้งต่อสิ้นปี 2567 มาจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 เรามีตัว Cash and Cash Equivalent รวมทั้ง Short Term Investment อยู่ในระดับประมาณ 11,000 ล้านบาทจนถึง 12,000 ล้านบาท นอกจากนั้นก็จะเป็นในกลุ่มของ PPE ซึ่งก็เป็น Asset ที่ Drive Growth ของบริษัท

เมื่อเราเป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องตรงนี้สูง เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีปัจจัยภายนอกที่มากระทบ เราจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่าบริษัทที่มีสภาพคล่องต่ำ เราเป็นบริษัทที่ไม่มี Interest Bearing Debt รายการที่อยู่ใน Part ของหนี้สินหลักๆ ก็จะเป็นตัว Trade Account Payable ซึ่งก็เป็น Working Cap ทั่วไปของบริษัท การที่เราไม่มี Interest Bearing Debt ทำให้เรามีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เพราะเราไม่มีตัว Interest Expense ซึ่งเป็น Fixed Cost ที่บริษัทต้องจ่าย

ไม่ว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ ภายนอกเข้ามากระทบ มันก็จะไม่ส่งผลมากมายนักในแง่ของการดำเนินงานของบริษัท

Key Take Away สำหรับนักลงทุน สำหรับ i-Tail เอง สิ่งที่เราพยายามส่งต่อคือเรามี Sales Growth ที่สูงขึ้น และ Consistent มาตลอด First Half 2568 เรามี USD Sales ที่มี Growth ถึง 8.1% Year-on-Year Volume เรา Growth ถึง 12.2% เรามี Profitability ที่ Healthy มากๆ 25% Gross Profit Margin และยังมี Room ที่จะ Improve ขึ้นไปได้อีกผ่านตัว Tailwind Program ที่เรากำลังทำอยู่ เราเป็นบริษัทที่ไม่มี Interest Buying Debt มี Liquidity ที่สูง มี Resilient ในการ Operate ผลตอบแทนที่เราส่งต่อไปให้นักลงทุนค่อนข้างสูง ในไตรมาสปัจจุบันเรา Payout Ratio อยู่ที่ 87%

6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session):

[เริ่ม Q&A Session นาทีที่ 42.17]

  • **แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2568**
    • แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบ Q on Q Year on Year จะเติบโตไหม เพราะอะไร
    • ในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร เห็นปัจจัยบวก ลบอะไรบ้าง

    การเติบโตยังเป็นไปตาม Guideline ที่เราได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ ยังเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท ช่วงครึ่งปีหลัง Sales ยังคงเติบโตตามแผนของบริษัทที่วางไว้ ปัจจัยบวกก็น่าจะเป็นเรื่องของ Tariff ที่มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบตัว Tariff กับประเทศเพื่อนบ้านก็ถือว่าอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงสูงกว่าบางประเทศด้วยซ้ำไป ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันที่ดีขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามามีผลกระทบ เรื่องของตัว NPD ครึ่งปีหลังจะมีการ Launch ออกมาค่อนข้างมาก ถ้าเทียบกับครึ่งปีแรก NPD เป็นตัวหนึ่งที่เป็น Growth Driver ของบริษัท ผลประกอบการในครึ่งปีหลังน่าจะสดใสกว่าครึ่งปีแรก

  • **เป้ารายได้ปี 2568 และผลกระทบจากภาษี**
    • ภาพรวมของปี 2568 วางเป้ารายได้โตเท่าไหร่ มีการปรับเป้ารายได้ไหม
    • เราส่งออกสหรัฐกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษี 19% เนี่ยเรารับได้หรือเปล่า และการแข่งขันจะเป็นยังไง

    รายได้เป็นไปตาม Guideline ที่เราได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ ถ้าเป็นเงินบาท เราคิดว่าจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3-5% มีการปรับลดลง แต่การปรับลดลงนี้ไม่ได้เกิดจาก Performance ของบริษัท ในแง่ของการเติบโตที่ลดลง ปัจจัยหลักๆ ที่เข้ามากระทบและทำให้เราต้องปรับลดลง หลักๆ เป็นเรื่องของค่าเงินเป็นหลัก

    ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องของภาษีเข้ามา ลูกค้าไม่ได้ผลักภาระทั้งหมดมาอยู่ที่เรา ในช่วงนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องว่าทำยังไงที่จะ Drive Volume ให้มากขึ้น เพราะเรื่องของส่วนของภาษีเอง มันต้องเป็นภาระของฝั่งลูกค้าอยู่แล้ว ตอนนี้เราพยายามคุยและตกลงกันให้ได้ลงตัวว่าทำยังไงที่เราจะ Drive Volume กลับขึ้นไปให้ได้ ไม่ว่าในส่วนที่จะเป็นตัว Premium หรือจะเป็นส่วนของที่เป็นตัว Mid-Price

    • ย้ำกันว่าในการส่งออกของเรา สัดส่วนหลักๆ เลยประมาณ 80-90% ของเรา เราเป็น FOB ดังนั้นในแง่ของภาษี โดยตรงแล้วเป็นของลูกค้า เราไม่ได้ผลกระทบในส่วนนี้โดยตรง และ Part นี้เป็นการจัดการในมุมของลูกค้ามากกว่า ที่จะจัดการต่อผลกระทบตรงนี้อย่างไร
  • **สัดส่วนสินค้า Premium และปัจจัยที่ส่งผลกระทบ**
    • สังเกตว่าสัดส่วนสินค้าในกลุ่ม Premium ของบริษัทมีแนวโน้มลดลงในช่วงที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าเป็นไปตาม Trend ของอุตสาหกรรมโดยรวม หรือมีปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลกระทบเพิ่มเติม

    เรื่องตัวเปอร์เซ็นต์ Mix ใน First Half ที่มันลดลงมา มันเป็นในส่วนหนึ่งของที่เป็นลูกค้าที่มีการเรียกในส่วนของที่เป็น Mid-Price แต่ Mid-Price ตัวนี้ต้องขยายความ Mid-Price ไม่ได้หมายความว่า GP ไม่ดี แต่ Mid-Price ของเราคิดจากตัวราคาต่อกิโล

    สมมุติลูกค้าเรียกตัวสินค้าที่เป็นพวกตระกูล Drink Series ที่เป็น Drink ราคาต่อกิโลมันต่ำ แต่ Profit มันสูง อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างว่า Mid-Price มันโตขึ้น แต่ Gross Profit ของเราไม่ได้ต่ำลง

    • แนวโน้ม Q3 แม้มันยังไม่จบ Q ดี เราเห็นแนวโน้มแล้วว่าตัว Premium กลับมาเรียกสินค้าที่เป็น Premium ที่มี Price ต่อกิโลสูงขึ้นมากขึ้น

    ใน Q3 ถ้าเราไม่ผิดตามคาด เราจะเห็นภาพที่ตัว Premium ดีกว่านี้เลย จาก Pipeline ที่เรามองเห็น ครึ่งปีหลังภาพใหญ่เราเชื่อว่าตัว Premium Mix ของเราเปอร์เซ็นต์จะสูงขึ้นมา Pipeline ตรงนี้นอกเหนือจาก Order ที่เรามีอยู่ในมือ เราก็มองเห็นได้ก็คือตัว สินค้าใหม่ที่เรากำลังจะ Launch ออกไป กำลังจะส่งออกไป เราก็สามารถที่จะคำนวณได้โดยคร่าวๆ แล้วว่าว่าตัว Premium Mix เนี่ยเรามองเห็นว่า Improve น่าจะสูงขึ้นในครึ่งปีหลัง

  • **แผนการย้ายเครื่องจักร**
    • เรื่องการย้ายเครื่องจักรเนี่ยจะเริ่มเมื่อไหร่ จะกระทบกำลังการผลิตหรือมีวิธีการเลือกช่วงเวลาอย่างไร

    เรื่องแผนการย้ายเครื่องจักรอาจต้องสอบถามเพิ่มเติม เพราะไม่ได้อยู่ในแผนของบริษัท แผนการย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปที่โรงงานอื่นๆ ที่ใน Group เราที่มี ที่นอกเหนือจากประเทศไทย เราอยู่ในขั้นตอนการศึกษา เรายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะย้ายหรือไม่ย้าย

    นอกจากศึกษาแล้ว เราก็ต้องประสานงานกับลูกค้าของเราด้วย หากตัดสินใจว่าจะเอาการผลิตบางส่วนไปอยู่ที่เวียดนาม ไม่จำเป็นต้องย้ายเครื่องจักร เพราะเวียดนามเองก่อนเรา IPO โรงงานของเราในกลุ่ม Thai Union เคยทำ Pet Food มาอยู่แล้ว มี Experience อยู่แล้ว เครื่องจักรก็ยังคงอยู่ ปัจจุบันแค่ทำตัว Human Food แค่ต้องกันออกมาทำเป็น Pet Food ถ้าเราจำเป็น

  • **สัดส่วนรายได้สกุลเงินดอลลาร์และการบริหารจัดการ**
    • รายได้สกุล สกุลเงินดอลลาร์แปลงเป็นบาทกี่เปอร์เซ็นต์ หรือเรามีแผนบริหารจัดการยังไง

    รายได้สกุล USD ต้องบอกว่า 90 กว่าๆ เปอร์เซ็นต์เลย ที่รายได้ของเราเป็น USD เพราะเราส่งออกเป็นหลัก ภูมิภาคหลักที่เราส่งออกคือโซนอเมริกา

    ในแง่ของการบริหารจัดการเกี่ยวกับการอัตราแลกเปลี่ยน เรามีการทำ Hedging 100% ค่อนข้าง Conservative ในด้านของการบริหารจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าเราจะเข้า ทำการซื้อ มีการทำ Hedging อยู่ที่ 100% อัตราแลกเปลี่ยนของสัญญา Hedging ต่างๆ มันก็จะเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนตลาด ณ ขณะนั้น

    ภาพรวมของปีที่แล้วกับปีนี้ ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนของตลาดต่างกัน ทำให้แม้ว่าเราจะทำ Hedging ภาพรวมที่เป็นเงินบาทก็เลยยังออกมาลดลง สิ่งที่จะช่วยเราได้มากๆ เลยก็คือในแง่ของความผันผวนของค่าเงิน เพราะเวลาทำ Hedging ต่อให้ในอนาคตอัตราแลกเปลี่ยนมีการแข็งค่าขึ้นไปกว่านี้ เราก็จะมีอัตราแลกเปลี่ยนตามที่เราได้ข้อตกลงสัญญาเอาไว้อ่ะค่ะ ล็อกค่าเงินบาทที่เป็นอัตราคงที่เอาไว้แล้ว

โดยสรุปแล้ว ITC ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกา แม้จะมีความท้าทายจากเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน แต่บริษัทยังคงมีความแข็งแกร่งทางการเงินและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ทำให้สามารถรักษาผลกำไรและผลตอบแทนที่ดีต่อนักลงทุนได้

ขอขอบคุณท่านนักลงทุนทุกท่านที่เข้ามาร่วมฟัง OPP DAY ในวันนี้ แล้วพบกันใหม่ในไตรมาส 3 ปี 2568 สวัสดีครับ

โพสต์ล่าสุด