เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
ORI ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ผลงาน Q2/2568 โตกระโดด พร้อมลุยต่อครึ่งปีหลัง
ข่าวสาร

ORI ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ผลงาน Q2/2568 โตกระโดด พร้อมลุยต่อครึ่งปีหลัง

ORI P/E 5.69 YIELD 4.24
9 เดือน 17:00 น. 0 ความเห็น

ORI ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ผลงาน Q2/2568 โตกระโดด พร้อมลุยต่อครึ่งปีหลัง

Oppday ORI Q2/2568

1. **ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):**

ภาพรวมของกลุ่ม Origin Property ยังคงแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่:

  1. คอนโดมิเนียม: ดูแล 123 โปรเจกต์ มูลค่ากว่า 233,000 ล้านบาท
  2. Origin Corp Group: Holding Company ลงทุนในบริษัทลูกตามประเภทธุรกิจ บริหารทั้งหมด 203 โปรเจกต์ มูลค่าเกือบ 300,000 ล้านบาท
  3. Britania: พัฒนาโครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์ บ้านจัดสรร Housing Project ทั้งหมดประมาณ 52 โปรเจกต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 67,000 ล้านบาท
  4. Primo Service Solution: ธุรกิจดูแลด้าน Service ครบวงจรในด้านอสังหาริมทรัพย์ ดูแลโปรเจกต์ทั้งหมด 229 โปรเจกต์ ทั้งโครงการที่ Ready to move และที่กำลัง Presale
  5. ธุรกิจโรงแรม: ดูแล Hospitality & Tourism ที่ดูแลโรงแรมถึงสิ้นปีประมาณ 10 โปรเจกต์ คิดเป็นจำนวนคีย์ประมาณ 2,500 คีย์ และมูลค่า Lead Value กว่าเกือบ 12,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมี Retail Space และ Office Space เพิ่มขึ้น
  6. Alpha: ดูแลธุรกิจ Logistics & Warehouse มีโปรเจกต์ทั้งหมด ณ สิ้นปี ประมาณ 12 โปรเจกต์ หรือกว่า 410,000 ตารางเมตร ส่วนที่ Operate แล้วประมาณ 7 โปรเจกต์ คิดเป็น 300,000 ตารางเมตร

ไฮไลท์ของไตรมาส 2/2568:

  • Total Revenues: 3,270 ล้านบาท เติบโตขึ้น 89% Q on Q
  • Net Profit: เติบโตขึ้น 186% Q on Q ปิดไปที่ 319 ล้านบาท หลักๆ มาจาก Performance ที่เริ่มรับรู้รายได้โอนที่เป็นโครงการที่พัฒนาเอง (ไม่ใช่ JV) มากขึ้น ทำให้รับรู้กำไรมาทั้ง 100%
  • Presale: หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้น ลูกค้าเริ่มเข้าใจในโครงสร้างและรับทราบว่ามีประกันเคลมได้ ยอด Presale กลับมาเป็นปกติ ประมาณ 14,000 ล้านบาท ครึ่งปีทำได้ประมาณ 47% ของ Target
  • Transfer Activity: ประมาณ 3,600 ล้านบาท เป็นโปรเจกต์ที่พัฒนาเองประมาณ 2,200 ล้านบาท
  • มีการโอน Big Lot: ให้กับ B2B เป็นทางกลุ่ม Delta ที่ซื้อมาก่อนหน้าแล้วและถึงกำหนดโอน โอนไปประมาณร่วม 278 Units
  • Alpha (Warehouse): สามารถมี Occupancy ได้แล้ว 95% ของที่เปิด Operate แล้วทั้งหมด 300,000 ตารางเมตร
  • Backlog: อยู่ประมาณ 43,000 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จนถึงปี 2571
2. **โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):**

New Target Group ที่เป็น Strategy ของบริษัท:

  • Foreign Backlog: เปิดตลาดด้านต่างประเทศ ได้รับความสนใจจากจีน, ฮ่องกง, รัสเซีย, ไต้หวัน, พม่า, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ รวมทั้งหมดประมาณ 6,400 ล้านบาท
  • Big Lot: เริ่มมาตั้งแต่ปี 2567-2568 Demand ในประเทศอาจจะยากขึ้น บริษัทพยายามหาน่านน้ำใหม่และ New Target Group ใหม่ Big Lot สามารถปิดไปได้ทั้งแบรนด์ KnightBridge, The Origin Plug & Play ประมาณยอดละ 1,000 ล้านบาท และกลุ่ม Park Origin ปิดไปเกือบ 1,000 ล้านบาท ทยอยทำมาประมาณ 2,000 ล้านบาท
  • คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly Condo): พัฒนามาต่อเนื่อง 25 โปรเจกต์ คิดเป็น Unit ประมาณ 5,000 Unit ตอบโจทย์กับกลุ่มครอบครัวในปัจจุบันที่อาจจะเล็กลงและเลี้ยงน้องหมาน้องแมวแทน
3. **ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):**

ใน Oppday ไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงโดยตรง แต่มีการพูดถึงผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้ยอดขายสะดุดในช่วงต้นไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับมาเป็นปกติและได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น

4. **วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):**

บริษัทได้แก้ไขปัญหาและลดผลกระทบโดย:

  • การสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจถึงโครงสร้างและความปลอดภัยของโครงการหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว
  • การนำเสนอประกันที่สามารถเคลมได้ในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  • การขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ (New Target Group)
5. **แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):**

แนวโน้มของธุรกิจในอนาคต:

  • บริษัทตั้งเป้าที่จะเปิดโครงการใหม่มูลค่า 15,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 8,000 ล้านบาท และ Housing 7,500 ล้านบาท
  • เน้น Segment บนทั้งหมด เป็นพวก BelGravia กลุ่มบ้านระดับราคา 30-50 ล้านบาทขึ้นไป
  • การลงทุนใน Long-Term Business Investment Model โดยเฉพาะ Hospitality & Tourism และ Warehouse
  • การขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT เพื่อสร้าง Capital Gain และ Extra Cash
  • การลด Leverage Ratio และ IBD Net Cash อย่างต่อเนื่อง
  • Target ปิดปี 2568 น่าจะลดลงอีกเป็น 1.4
6. **ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session):**
[เริ่ม Q&A Session ที่นาที 30:51]
* **เครดิตไลน์ (Credit Line):**
* **คำถาม:** เครดิตไลน์ของบริษัทเป็นอย่างไร?
* **คำตอบ:** ปัจจุบันมีอยู่ 29,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาโครงการและ Backlog ที่มีอย่างต่อเนื่อง
* **การชำระคืนหุ้นกู้ (Bond Repayment):**
* **คำถาม:** บริษัทมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะถึงในเดือนกันยายนนี้อย่างไร?
* **คำตอบ:** บริษัทได้เตรียมทั้งในส่วนของ Working Cap, เงินจากการขายโรงแรม, และการ Rolling หุ้นกู้ ทำให้การชำระคืนหุ้นกู้ 2,000 ล้านบาท ไม่มีปัญหา
* **แผนการขายสินทรัพย์ (Asset Disposal Plan):**
* **คำถาม:** บริษัทมีแผนที่จะขายสินทรัพย์อะไรบ้าง?
* **คำตอบ:** แพลตฟอร์มการทำธุรกิจโรงแรมและคลังสินค้าของบริษัทจะเน้นการเก็บค่าเช่า (Passive Income) และ Divest สินทรัพย์เข้ากอง REIT หรือขายให้ Private Fund โดยมีแผนขายโรงแรมปีละประมาณ 2 แห่ง และจะมีการเติมโรงแรมใหม่ด้วย
* **โรงแรมใหม่และการปรับปรุง (New Hotels and Renovations):**
* จะมีโรงแรมเสร็จใหม่ที่ตรงพญาไท 2 แบรนด์ ประมาณ 400 กว่าห้อง และมีการ Conversion ที่เป็น Non-Brand ที่เชียงใหม่และภูเก็ตอีก 3 แห่ง
* **การเพิ่มทุน (Capital Increase):**
* **คำถาม:** มีแผนการเพิ่มทุนหรือไม่?
* **คำตอบ:** ปัจจุบันยังไม่มีแผนการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีการออก Warrant ไปแล้ว
* **Backlog:**
* **คำถาม:** Backlog ของบริษัท ณ สิ้นไตรมาส 2 มีเท่าไร และเป็นของ JV กับ Non-JV เท่าไร?
* **คำตอบ:** Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 มี 43,300 ล้านบาท โดยเป็นของ JV 46% และของบริษัทเอง 54%
* **คำถาม:** แบ็คล็อกจะรับรู้รายได้เมื่อไหร่
* **คำตอบ:** จะทยอยรับรู้ในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยปีนี้จะรับรู้ 13,000 ล้านบาท, ปีหน้า 12,300 ล้านบาท, และปี 2570 12,400 ล้านบาท
* บริษัทพยายามที่จะ Maintain Backlog ในระดับประมาณ 40,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากมีแผนที่จะทำรายได้หรือโอนคอนโดมิเนียมปีละประมาณ 15,000 ล้านบาท
* **เป้าหมายไตรมาส 3 และแผน (Q3 Target and Plan):**
* **คำถาม:** เป้าหมายของไตรมาส 3 และแผนการดำเนินงานเป็นอย่างไร?
* **คำตอบ:** เป้าหมายทั้งปีอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ทำไปแล้ว 47% ในครึ่งปีหลังจะทำอีก 16,000 ล้านบาท โดยไตรมาส 3 ตั้งเป้าไว้ 6-7 พันล้านบาท
* **คำถาม:** จะมีโครงการใหม่ๆ เปิดเพิ่มหรือไม่
* **คำตอบ:** จะมีการสนับสนุนยอด Presale โดยการเปิดคอนโดมิเนียมโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ คือ Origin Residence สุขุมวิท (3,400 ล้านบาท) และ Origin Residence ภูเก็ตบางเทา (2,000 ล้านบาท)
* **ผลกระทบของดอกเบี้ยขาลง (Impact of Interest Rate Cut):**
* **คำถาม:** ดอกเบี้ยขาลงส่งผลดีต่อยอดขายหรือไม่?
* **คำตอบ:** ดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยลด Rejection Rate ของการขาย Presale ที่เป็น Ready to move และจะทำให้คนซื้อคอนโดมิเนียมในราคา 2-3 ล้านบาท กู้ได้เพิ่มอีกประมาณ 5%
* ถ้าดอกเบี้ยลดลงอีกในช่วงปลายปี จะทำให้ลูกค้ากู้เพิ่มได้อีก 10% ซึ่งจะทำให้ Rejection Rate ลดลงไป
* **นโยบาย Tourist Digital Pay (Tourist Digital Pay Policy):**
* **คำถาม:** นโยบาย Tourist Digital Pay ที่ดึงคริปโตของชาวต่างชาติมาใช้ในเมืองไทยมีผลอย่างไร?
* **คำตอบ:** จะช่วยให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ได้กำไรจากคริปโตทำได้ง่ายขึ้นและจ่ายได้เยอะขึ้น ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเติบโตได้ดี
* **ธุรกิจโรงแรม (Hotel Business):**
* **คำถาม:** ธุรกิจโรงแรมที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?
* **คำตอบ:** ค่อนข้างได้รับผลกระทบน้อยเกี่ยวกับเรื่องทัวร์จีนที่ลดลง เนื่องจากโรงแรมส่วนใหญ่เป็นระดับ 4-5 ดาว และนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูงและมาเที่ยวเอง
* **เป้าหมาย EEC (EEC Targets):**
* **คำถาม:** เป้าหมายใน EEC เป็นอย่างไร?
* **คำตอบ:** โรงแรมใน EEC จะเป็นพวก Corporate Use โดยบริษัทไทยและบริษัทที่มาลงทุนใน EEC ของชาวต่างชาติมาใช้กัน
* ธุรกิจโรงแรมใน EEC ยังเป็นไปด้วยดี แต่ในไตรมาส 2-3 จะเป็นตามฤดูกาล (หน้าฝน, การท่องเที่ยวและการสัมมนาที่ลดลง) แต่ไตรมาส 4 จะกลับมาเป็น High Season อีกครั้ง
* **การประเมินทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง (Assessment of Second Half Performance):**
* **คำถาม:** จะฟื้นตัวได้ดีกว่าในครึ่งปีแรกหรือไม่?
* **คำตอบ:** ในภาพ Macro ทุกท่านคงทราบว่าคลี่คลายในหลายเหตุการณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่ชัดเจนเรื่องภาษี, เรื่อง Tariff ที่ทางอเมริกาให้เราลด, เรื่องกำลังซื้อที่อาจจะอ่อนแอลงจากหนี้ครัวเรือน ก็ได้รับการแก้ไข
* **เป้ารายได้และยอดขาย (Revenue and Sales Targets):**
* **คำถาม:** บริษัทยังคงเป้ารายได้และยอดขายไว้ตามช่วงต้นปีหรือไม่?
* **คำตอบ:** ยังคงเป้าหมายเดิมไว้และมียอดที่เกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งส่วนของเป้าขายและยอดโอนในครึ่งปีแรกก็ทำได้ค่อนข้างดี

โดยรวมแล้ว ORI มองว่าธุรกิจได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดและกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการคลี่คลายของสถานการณ์ต่างๆ, การกระตุ้นกำลังซื้อจากภาครัฐ, และความ Resilience ของบริษัทในการมีหลากหลายธุรกิจรองรับ

ยังไม่มีความคิดเห็น