บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
1.00
+0.01 (+1.01%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4485 out_tok=2647 at=2026-07-26T11:19:26 -->
# TSTH Q3/2564 กำไรก่อนภาษีพุ่ง 585% รับแรงหนุนราคาเหล็กโลกฟื้น
## รายได้-กำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาขายที่สูงขึ้น ขณะที่ปริมาณขายทรงตัวเมื่อเทียบปีก่อน
บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 (กรกฎาคม-กันยายน) มีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 922 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 585% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้เพียง 139 ล้านบาท แม้ปริมาณการขายจะทรงตัว แต่รายได้จากการขายกลับเติบโตได้ดี โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาเหล็กในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TSTH ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือ **การปรับตัวสูงขึ้นของราคาขายสินค้า (ASP) ซึ่งเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบหลักอย่างเศษเหล็กและเหล็กแท่งที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก** ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อส่วนต่างกำไรขั้นต้น (GPM) ให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าปริมาณการขายโดยรวมจะไม่ได้เติบโตโดดเด่นนัก
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากการระบาดของโควิด-19 ประกอบกับการชะลอตัวของการก่อสร้างภาครัฐในประเทศ ทำให้ปริมาณการขายสินค้าเหล็กเส้นในประเทศของบริษัทลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถชดเชยยอดขายที่ลดลงได้จากการส่งออกเหล็กแท่ง และการปรับตัวดีขึ้นของปริมาณการขายสินค้าเหล็กลวดในประเทศ ในภาพรวม ปริมาณการขายสินค้าสำหรับไตรมาสนี้อยู่ที่ 326,000 ตัน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ปริมาณการขายจะไม่ได้เติบโตมากนัก แต่ปัจจัยที่เข้ามาหนุนผลประกอบการอย่างชัดเจนคือ **ราคาขายสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายในไตรมาสนี้อยู่ที่ 7,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาเศษเหล็กและเหล็กแท่งที่สูงขึ้นตามอุปสงค์ที่ฟื้นตัวทั่วโลก การที่ราคาขายปรับตัวขึ้นได้เร็วกว่าต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาวัตถุดิบ (GPM) ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้พุ่งสูงขึ้นถึง 922 ล้านบาท
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ยังไม่ชัด ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าราคาขายสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวก แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลกได้อีกครั้ง นอกจากนี้ การก่อสร้างภาครัฐที่ชะลอตัวและการขาดแคลนแรงงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ต้องจับตา การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนได้เช่นกัน ดังนั้น แนวโน้มในระยะถัดไปยังคงต้องพิจารณาปัจจัยมหภาคและทิศทางราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรก่อนภาษีพุ่ง 585% YoY:** อยู่ที่ 922 ล้านบาท เทียบกับ 139 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายเติบโต YoY:** อยู่ที่ 7,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากราคาขายที่สูงขึ้น
* **ปริมาณขายทรงตัว YoY:** อยู่ที่ 326,000 ตัน เพิ่มขึ้น 5% YoY แต่ลดลง 6% QoQ
* **ราคาวัตถุดิบและราคาขายปรับตัวสูงขึ้น:** เป็นปัจจัยหลักหนุน GPM และกำไร
* **การส่งออกเหล็กแท่งช่วยชดเชย:** ยอดขายเหล็กเส้นในประเทศที่ชะลอตัว
* **สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น:** มูลค่าเพิ่มขึ้น 259 ล้านบาท จากราคาสินค้าสำเร็จรูปและโลหะที่สูงขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทมีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 922 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ 139 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการเติบโตถึง 585% โดยมีแรงหนุนหลักมาจากราคาขายสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้น ทำให้ส่วนต่างกำไรขั้นต้น (GPM) ดีขึ้น แม้ว่าปริมาณการขายสินค้าจะอยู่ที่ 326,000 ตัน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ก็ยังคงเติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายอยู่ที่ 7,894 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน แต่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทรายงานผลกำไรก่อนภาษีที่ 1,771 ล้านบาท เทียบกับ 218 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายที่สูงขึ้น ปริมาณการขายสินค้าสำเร็จรูปที่เพิ่มมากขึ้น และการส่งออกแท่งเหล็ก
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก:** เป็นปัจจัยหนุนอุปสงค์เหล็กและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
* **การส่งออกเหล็กแท่ง:** ช่วยชดเชยยอดขายในประเทศที่ชะลอตัว
* **ค่าเงินบาทอ่อนค่า:** เป็นประโยชน์ต่อการส่งออก
* **การปรับตัวดีขึ้นของปริมาณขายเหล็กลวดในประเทศ:** แสดงถึงการฟื้นตัวของบางภาคส่วน
## ความเสี่ยง
* **การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ:** จากการระบาดของโควิด-19 และมาตรการควบคุมที่เข้มงวด
* **การก่อสร้างภาครัฐชะลอตัว:** เนื่องจากไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้าง
* **การขาดแคลนแรงงาน:** ส่งผลกระทบต่อภาคการก่อสร้าง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** อาจส่งผลกระทบต่อ GPM หากราคาขายไม่สามารถปรับขึ้นตามได้ทัน
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19:** อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์เหล็ก
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาเหล็กในตลาดโลก:** โดยเฉพาะราคาเศษเหล็กและเหล็กแท่ง
* **การฟื้นตัวของภาคการก่อสร้างในประเทศ:** ทั้งภาครัฐและเอกชน
* **ปริมาณการส่งออกเหล็กแท่ง:** และความสามารถในการชดเชยยอดขายในประเทศ
* **อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท:** ผลกระทบต่อต้นทุนและรายได้จากการส่งออก
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** เพื่อรองรับความผันผวนของอุปสงค์และราคา
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุระดับ Utilization Rate โดยตรง แต่ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน (5% YoY) และการชดเชยด้วยการส่งออก บ่งชี้ว่าโรงงานยังคงมีการผลิตเพื่อตอบสนองอุปสงค์
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การที่รายได้เติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่ามีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
* **ราคาวัตถุดิบ:** ระบุชัดเจนว่าราคาเศษเหล็กและเหล็กแท่งปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หนุนราคาขาย
* **GPM:** แม้ไม่ได้ระบุตัวเลข GPM โดยตรง แต่การที่กำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาขายที่สูงขึ้น บ่งชี้ว่า GPM ปรับตัวดีขึ้น
* **การส่งออก:** มีการกล่าวถึงการส่งออกเหล็กแท่งเพื่อชดเชยยอดขายในประเทศที่ลดลง
* **ค่าเงิน:** ระบุว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก
* **สินค้าคงคลัง:** มูลค่าสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 259 ล้านบาท จากราคาสินค้าสำเร็จรูปและโลหะที่สูงขึ้น จำนวนวันในการหมุนเวียนสินค้าคงเหลืออยู่ที่ 44 วัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 43 วัน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 941 ล้านบาท จากวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยมีรายการสำคัญคือ ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 525 ล้านบาท, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 340 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 259 ล้านบาท (จากราคาสินค้าสำเร็จรูปและเศษเหล็กที่สูงขึ้น) ขณะที่ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ รวมถึงสินทรัพย์สิทธิการใช้ลดลงจากค่าเสื่อมราคา
ด้านหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้น 941 ล้านบาท โดยส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1,772 ล้านบาท จากกำไรสุทธิของปีนี้ ทำให้ขาดทุนสะสมลดลงเหลือ (686) ล้านบาท เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลง (456) ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนลดลง (343) ล้านบาท สอดคล้องกับเงินสดจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และหนี้สินตามสัญญาเช่าลดลง (30) ล้านบาท
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TSTH ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือการปรับตัวขึ้นของราคาขายสินค้า ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ปริมาณการขายจะทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายที่ทำได้ดี ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเติบโตอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด-19 และการชะลอตัวของภาคการก่อสร้างในประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป ทิศทางราคาเหล็กโลกและกำลังซื้อในประเทศจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TSTH ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
26,497.47
ล้านบาท
↑ 4.6% YoY
กำไรขั้นต้น
3,023.49
ล้านบาท
↑ 341.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11.41
%
กำไรสุทธิ
1,897.91
ล้านบาท
↑ 470.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
7.16
%
D/E Ratio
0.20
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
26,497
↑ + 4.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
3,023
↑ + 341.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,898
↑ + 470.3%
YoY
D/E Ratio
0.20
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TSTH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.20
ROE (%)
13.55
ROA (%)
14.16
Book Value/หุ้น
1.83
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TSTH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+3,254
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-118
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TSTH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
3,253.79
-523.35%
|
-768.58
-171.84%
|
1,069.78
+17.72%
|
908.73
-5.98%
|
966.54
+98.34%
|
487.31
-57.20%
|
1,138.54
+58.12%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-117.51
-130.70%
|
382.76
-7,832.53%
|
-4.95
-98.23%
|
-280.35
+49.86%
|
-187.08
+220.29%
|
-58.41
-74.14%
|
-225.89
-11.49%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-37.17
-4.20%
|
-38.80
-86.64%
|
-290.41
-51.62%
|
-600.32
+79.06%
|
-335.27
+505.73%
|
-55.35
-95.62%
|
-1,262.42
+2,089.80%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
-349.77
-185.90%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
1,772.59
-19.33%
|
2,197.21
+54.43%
|
1,422.80
+2.01%
|
1,394.73
+46.73%
|
950.54
+64.74%
|
576.99
-37.74%
|
926.77
+78.37%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
4,871.70
+174.84%
|
1,772.59
-19.33%
|
2,197.21
+54.43%
|
1,422.80
+2.01%
|
1,394.73
+46.73%
|
950.54
+64.74%
|
576.99
-37.74%
|