บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
1.00
+0.01 (+1.01%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4248 out_tok=2859 at=2026-07-26T11:33:08 -->
# TSTH Q2/2565 กำไรก่อนภาษีพุ่ง 141% YoY รับอานิสงส์ราคาเหล็กสูง-ส่งออกดี
## รายได้ทรงตัว QoQ แต่โต 11% YoY ขณะที่กำไรก่อนภาษีพุ่งแรง 141% YoY จากการบริหารต้นทุนและราคาขายที่แข็งแกร่ง
บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีการเงิน 2566 (เมษายน-มิถุนายน 2565) โดยมีรายได้จากการขายและบริการที่เกี่ยวข้องอยู่ที่ 8,726 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เติบโต 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนภาษีเงินได้พุ่งสูงถึง 584 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 141% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ปริมาณการขายในประเทศจะชะลอตัวลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TSTH ในไตรมาส 2 ปีการเงิน 2566 คือ **การบริหารจัดการราคาขายที่สูงขึ้นและการส่งออกที่แข็งแกร่ง** ซึ่งสามารถชดเชยต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณการขายในประเทศที่ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ **กำไรก่อนภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น 141% YoY** จาก 242 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 584 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้า (ASP) และประสิทธิภาพการส่งออกที่ดีขึ้น แม้ว่าปริมาณการขายโดยรวมจะลดลง 10% QoQ และ 11% YoY
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของกำไรก่อนภาษีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากการที่ **ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น** ซึ่งสอดคล้องกับราคาโลหะในตลาดโลก ประกอบกับการ **ประสิทธิภาพการส่งออกที่ดีขึ้น** โดยเฉพาะการส่งออกเหล็กเส้นที่เพิ่มขึ้น สามารถหักล้างกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของถ่านหิน เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ รวมถึงปริมาณการขายสินค้าในประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยพิเศษที่ส่งผลให้ฐานกำไรในไตรมาสก่อนหน้าต่ำกว่าปกติ คือ การประมาณการค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานในช่วงปลายปี
เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (Q2/2565 เทียบ Q2/2564) กำไรก่อนภาษีลดลงจาก 849 ล้านบาท มาอยู่ที่ 584 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก **ต้นทุนการแปลงสภาพที่สูงขึ้น** จากราคาอัลลอยด์ ถ่านหิน ไฟฟ้า และวัตถุดิบอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงปริมาณการขายสินค้าที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวไปบางส่วน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะสามารถบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนได้ดีในไตรมาสนี้ แต่ปัจจัยภายนอกยังคงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบและพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังซบเซา การที่ลูกค้าเลือกที่จะรอดูสถานการณ์เนื่องจากราคาวัตถุดิบเริ่มอ่อนตัวลง อาจส่งผลต่อปริมาณการขายในอนาคต ขณะที่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนรายได้ แต่ก็ต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันและอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศด้วย
## Highlight สำคัญ
* **กำไรก่อนภาษีพุ่ง 141% YoY:** อยู่ที่ 584 ล้านบาท จาก 242 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า
* **รายได้เติบโต 11% YoY:** อยู่ที่ 8,726 ล้านบาท แม้ปริมาณขายในประเทศลดลง
* **ปริมาณขายรวมลดลง:** 10% QoQ และ 11% YoY โดยอุปสงค์ในประเทศซบเซา
* **การส่งออกเพิ่มขึ้น:** โดยเฉพาะเหล็กเส้น ช่วยชดเชยอุปสงค์ในประเทศ
* **ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานสูง:** ถ่านหิน เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการแปลงสภาพ
* **สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น:** อยู่ที่ 54 วัน จาก 45 วันในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นบิลเล็ตและเศษเหล็กนำเข้า
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปีการเงิน 2566 บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการที่เกี่ยวข้อง 8,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าปริมาณการขายสินค้าจะลดลง 11% YoY มาอยู่ที่ 308,000 ตัน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา อย่างไรก็ตาม การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าที่สอดคล้องกับราคาโลหะและต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้โดยรวมยังคงเติบโตได้ดี
ในด้านกำไรก่อนภาษีเงินได้ บริษัททำได้ 584 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 141% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (242 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นของราคาสินค้า ประสิทธิภาพการส่งออกที่ดีขึ้น และการหักลบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัตถุดิบหลัก เช่น ถ่านหิน เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ รวมถึงปริมาณการขายในประเทศที่ลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (Q2/2565 เทียบ Q2/2564) กำไรก่อนภาษีลดลงจาก 849 ล้านบาท มาอยู่ที่ 584 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการแปลงสภาพที่สูงขึ้นจากวัตถุดิบต่างๆ และปริมาณการขายที่ลดลง แม้จะได้รับผลบวกจากการบริหารส่วนต่างราคาขายและราคาวัตถุดิบ
## โอกาส
* **การส่งออกที่เพิ่มขึ้น:** โดยเฉพาะเหล็กเส้น เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนรายได้และชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว
* **ราคาสินค้าที่สูงขึ้น:** การปรับราคาขายให้สอดคล้องกับราคาโลหะในตลาดโลก ช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** หากการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศฟื้นตัว จะส่งผลดีต่ออุปสงค์สินค้าเหล็กในระยะต่อไป
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** ต้นทุนถ่านหิน เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจกดดันอัตรากำไร
* **อุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา:** ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อเนื่องจากรอราคาอ่อนตัวลง อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณขายในระยะสั้น
* **ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์:** ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และต้นทุน
* **ค่าเงินบาทอ่อนค่า:** แม้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก แต่ก็เพิ่มต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** การเปลี่ยนแปลงของราคาเหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต
* **ปริมาณการขายในประเทศ:** การฟื้นตัวของอุปสงค์ภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมภายในประเทศ
* **ปริมาณและมูลค่าการส่งออก:** ความสามารถในการรักษาคำสั่งซื้อและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
* **ระดับสินค้าคงคลัง:** การบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระต้นทุนการถือครอง
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ผลกระทบของค่าเงินบาทต่อต้นทุนนำเข้าและรายได้จากการส่งออก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**ปริมาณการขาย:** ปริมาณการขายสินค้าในไตรมาสนี้อยู่ที่ 308,000 ตัน ลดลง 10% QoQ และ 11% YoY โดยฝ่ายจัดการระบุว่าอุปสงค์ในประเทศซบเซาเนื่องจากลูกค้าเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกสินค้าเพิ่มสูงขึ้นจากการส่งออกเหล็กเส้นที่เพิ่มขึ้น
**ราคาขายเฉลี่ย (ASP):** แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลข ASP โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 11% YoY ในขณะที่ปริมาณขายลดลง 11% YoY บ่งชี้ว่าราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับราคาโลหะในตลาดโลก
**ต้นทุนวัตถุดิบ:** ต้นทุนการแปลงสภาพเพิ่มขึ้นจากราคาอัลลอยด์ ถ่านหิน เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
**อัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** แม้จะไม่มีตัวเลข GPM โดยตรง แต่การที่กำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้น 141% YoY ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นเพียง 11% YoY บ่งชี้ว่า GPM มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อาจถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
**สินค้าคงคลัง:** ระดับสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นจาก 45 วัน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2565 เป็น 54 วัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 โดยส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าบิลเล็ตและเศษเหล็ก ซึ่งอาจสะท้อนถึงการเตรียมวัตถุดิบสำหรับคำสั่งซื้อในอนาคต หรือการรอราคาขายที่เหมาะสม
**อัตราแลกเปลี่ยน:** ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าตามสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ถูกกล่าวถึงว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในสภาพเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ระบุผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการในไตรมาสนี้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาท จากวันที่ 31 มีนาคม 2565 โดยมีปัจจัยหลักคือ **สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 903 ล้านบาท** จากการนำเข้าบิลเล็ตและเศษเหล็ก และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 72 ล้านบาท ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 617 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าลดลง 317 ล้านบาท
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาท จากวันที่ 31 มีนาคม 2565 โดย **ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 604 ล้านบาท** จากกำไรสุทธิประจำงวด ขณะที่เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลง 525 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะสั้นลดลง 32 ล้านบาท
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TSTH ในไตรมาส 2 ปีการเงิน 2566 คือการบริหารจัดการราคาขายที่สูงขึ้นและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถชดเชยต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณการขายในประเทศที่ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ากำไรก่อนภาษีจะเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาวัตถุดิบ อุปสงค์ในประเทศ และความสามารถในการรักษาคำสั่งซื้อจากการส่งออก เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TSTH ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
26,497.47
ล้านบาท
↑ 4.6% YoY
กำไรขั้นต้น
3,023.49
ล้านบาท
↑ 341.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11.41
%
กำไรสุทธิ
1,897.91
ล้านบาท
↑ 470.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
7.16
%
D/E Ratio
0.20
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
26,497
↑ + 4.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
3,023
↑ + 341.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,898
↑ + 470.3%
YoY
D/E Ratio
0.20
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TSTH
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.20
ROE (%)
13.55
ROA (%)
14.16
Book Value/หุ้น
1.83
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TSTH
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+3,254
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-118
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TSTH
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
3,253.79
-523.35%
|
-768.58
-171.84%
|
1,069.78
+17.72%
|
908.73
-5.98%
|
966.54
+98.34%
|
487.31
-57.20%
|
1,138.54
+58.12%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-117.51
-130.70%
|
382.76
-7,832.53%
|
-4.95
-98.23%
|
-280.35
+49.86%
|
-187.08
+220.29%
|
-58.41
-74.14%
|
-225.89
-11.49%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-37.17
-4.20%
|
-38.80
-86.64%
|
-290.41
-51.62%
|
-600.32
+79.06%
|
-335.27
+505.73%
|
-55.35
-95.62%
|
-1,262.42
+2,089.80%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
-349.77
-185.90%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
1,772.59
-19.33%
|
2,197.21
+54.43%
|
1,422.80
+2.01%
|
1,394.73
+46.73%
|
950.54
+64.74%
|
576.99
-37.74%
|
926.77
+78.37%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
4,871.70
+174.84%
|
1,772.59
-19.33%
|
2,197.21
+54.43%
|
1,422.80
+2.01%
|
1,394.73
+46.73%
|
950.54
+64.74%
|
576.99
-37.74%
|