บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
SET · ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์
5.80
+0.05 (+0.87%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6185 out_tok=3355 at=2026-07-26T09:24:15 -->
# TNR พลิกกำไรโต 727 ล้านบาทใน Q4/65 รับอานิสงส์บาทอ่อน-รายการพิเศษปีเก่าหมด
## รายได้ธุรกิจถุงยางอนามัย-เจลหล่อลื่นฟื้นตัวแรง ขณะที่ต้นทุน-ค่าใช้จ่ายลดลง หนุนผลงานปี 65 พลิกขาดทุนมหาศาล
บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR รายงานผลประกอบการปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 727.1 ล้านบาท เทียบกับปี 2564 ที่ขาดทุนสุทธิ 464.8 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากการฟื้นตัวของธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ประกอบกับการอ่อนค่าของเงินบาทที่ส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น และการไม่มีรายการพิเศษที่เคยสร้างผลขาดทุนในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะวิเคราะห์รายละเอียดในส่วนของหัวใจกำไรต่อไป
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TNR พลิกจากขาดทุนมหาศาลในปี 2564 มาเป็นกำไรสุทธิ 727.1 ล้านบาทในปี 2565 มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) การฟื้นตัวของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นถึง 330.5 ล้านบาท หรือ 20.0% โดยเฉพาะจากธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น และ 2) การกลับมามีกำไรขั้นต้น 561.6 ล้านบาท หรือ 28.3% ของยอดขาย จากที่เคยขาดทุนขั้นต้น 46.7 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการไม่มีรายการพิเศษที่เคยเกิดขึ้นในปี 2564
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้เกิดจากหลายกลไก:
* **รายได้เติบโต:** ฝ่ายบริหารระบุว่ารายได้รวมเพิ่มขึ้น 330.5 ล้านบาท มาจากธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 371.8 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของตลาดและความต้องการสินค้า ในขณะที่ธุรกิจกล่องกระดาษมียอดขายลดลง 41.3 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น:** กำไรขั้นต้นกลับมาเป็นบวกที่ 561.6 ล้านบาท (28.3% ของยอดขาย) จากที่เคยขาดทุน 46.7 ล้านบาท (-2.8% ของยอดขาย) ปัจจัยหลักคือการอ่อนค่าของเงินบาทไทยเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยปี 2565 อยู่ที่ 35.02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 31.68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2564 (อ่อนค่า 10.53%) ซึ่งส่งผลดีต่อการรับรู้รายได้และต้นทุนที่อยู่ในสกุลเงินต่างประเทศ นอกจากนี้ การที่ปี 2564 มีรายการพิเศษคือการด้อยค่าเครื่องหมายการค้า Playboy ส่งผลให้ปี 2565 ไม่มีรายการนี้ จึงทำให้ฐานกำไรขั้นต้นดีขึ้นอย่างมาก
* **ค่าใช้จ่ายลดลง:** ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 100.2 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีค่าการตลาดและส่งเสริมการขายสำหรับสินค้า Playboy ในปี 2565 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 39.6 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับคดีความกับ Playboy
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตลดลง:** ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมากจาก 280.6 ล้านบาท เหลือเพียง 13.7 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปรับปรุงมูลค่าของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คำนวณจากลูกหนี้การค้าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้เป็นเงินบาทไทยด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวด
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก และการลงทุนในธุรกิจใหม่ของบริษัทย่อยที่ฝ่ายบริหารได้มีการลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลดีต่อกำไรขั้นต้นในปี 2565 นั้น มีความผันผวนและขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงิน ซึ่งอาจไม่คงที่ในระยะยาว ส่วนประเด็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความกับ Playboy นั้น ฝ่ายบริหารไม่ได้ระบุแนวโน้มชัดเจน แต่การที่ไม่มีค่าใช้จ่ายการตลาด Playboy ในปี 2565 ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้
## Highlight สำคัญ
* **พลิกกำไรสุทธิ:** ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 727.1 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 464.8 ล้านบาทในปี 2564
* **รายได้เติบโต 20%:** รายได้จากการขายและบริการรวม 1,984.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 330.5 ล้านบาท (20.0%) จากปี 2564
* **ธุรกิจถุงยางอนามัย-เจลหล่อลื่นฟื้นตัว:** ยอดขายธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น 371.8 ล้านบาท ชดเชยยอดขายกล่องกระดาษที่ลดลง
* **กำไรขั้นต้นกลับมา:** กำไรขั้นต้น 561.6 ล้านบาท (28.3% ของยอดขาย) พลิกจากขาดทุน 46.7 ล้านบาท (-2.8%)
* **บาทอ่อนหนุนมาร์จิ้น:** อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยปี 2565 ที่ 35.02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ (อ่อนค่า 10.53%) ช่วยหนุนกำไรขั้นต้น
* **ค่าใช้จ่ายลดลง:** ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 100.2 ล้านบาท จากการไม่มีค่าการตลาด Playboy
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 กลุ่มบริษัท TNR มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,984.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 330.5 ล้านบาท หรือ 20.0% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีรายได้ 1,653.8 ล้านบาท การเติบโตนี้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 371.8 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจกล่องกระดาษมียอดขายลดลง 41.3 ล้านบาท
กำไรขั้นต้นของกลุ่มบริษัทฯ ในปี 2565 อยู่ที่ 561.6 ล้านบาท คิดเป็น 28.3% ของยอดขาย พลิกกลับมาจากผลขาดทุนขั้นต้น 46.7 ล้านบาท หรือ -2.8% ของยอดขายในปี 2564 การปรับตัวดีขึ้นนี้เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินบาทไทยเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการที่ปี 2564 มีรายการพิเศษจากการด้อยค่าเครื่องหมายการค้า Playboy
ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 100.2 ล้านบาท จาก 161.0 ล้านบาท เหลือ 60.8 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีค่าการตลาดและส่งเสริมการขายสำหรับสินค้า Playboy ในปี 2565
ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 39.6 ล้านบาท จาก 140.3 ล้านบาท เป็น 179.9 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับคดีความกับ Playboy เพิ่มขึ้น 34.2 ล้านบาท
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมากจาก 280.6 ล้านบาท เหลือ 13.7 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปรับปรุงมูลค่าตามอัตราแลกเปลี่ยน
ภาษีเงินได้ในปี 2565 เป็นค่าใช้จ่าย 32.6 ล้านบาท โดยใช้สิทธิประโยชน์ BOI ในอัตรา 10% ขณะที่ปี 2564 มีรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากรายการพิเศษ ทำให้มีรายได้ภาษี 110.0 ล้านบาท
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 727.1 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 464.8 ล้านบาทในปี 2564
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของธุรกิจหลัก:** ยอดขายธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการฟื้นตัวของตลาดและความต้องการสินค้า
* **การลงทุนในธุรกิจใหม่:** การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับธุรกิจใหม่ในบริษัทย่อย อาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และกำไรในอนาคต
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายจากการไม่มีค่าการตลาด Playboy เป็นปัจจัยบวกต่ออัตรากำไร
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินบาทไทยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรขั้นต้น หากแนวโน้มนี้ยังคงอยู่
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ว่าบาทอ่อนจะเป็นผลดี แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและรายได้ในอนาคตได้
* **ค่าใช้จ่ายคดีความ:** ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความกับ Playboy ที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรหากยังคงมีอยู่
* **การแข่งขันในตลาด:** ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนในเอกสาร แต่ต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น ยางธรรมชาติ อาจมีความผันผวนและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มรายได้ธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น:** จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่องได้หรือไม่
* **ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินบาทจะยังคงอยู่หรือกลับทิศทาง ซึ่งจะส่งผลต่อกำไรขั้นต้น
* **ความคืบหน้าคดีความกับ Playboy:** จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือสิ้นสุดลงเมื่อใด
* **การลงทุนในธุรกิจใหม่:** ผลตอบแทนจากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับธุรกิจใหม่จะเป็นอย่างไร
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** แนวโน้มราคาวัตถุดิบหลักและผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
* **Volume/SSS:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล SSS หรือ Volume การขายโดยตรง แต่ระบุว่ายอดขายธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นเพิ่มขึ้น 371.8 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงการเติบโตของปริมาณการขายหรือราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้น
* **Market Share:** ไม่มีการกล่าวถึง Market Share ในเอกสาร
* **ราคาขาย:** ไม่ได้ระบุการเปลี่ยนแปลงราคาขายโดยตรง แต่การเติบโตของรายได้ธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นอาจรวมถึงการปรับราคาขายด้วย
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** ไม่ได้ระบุรายละเอียดต้นทุนวัตถุดิบหลัก (ยางธรรมชาติ) แต่มีการกล่าวถึงการเตรียมวัตถุดิบเพิ่มเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาที่ปรับสูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายการตลาด:** ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 100.2 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีค่าการตลาดและส่งเสริมการขายสำหรับสินค้า Playboy
* **ช่องทาง Modern Trade/Online:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงข้อมูลเฉพาะของช่องทางขายเหล่านี้ในเอกสาร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 กลุ่มบริษัท TNR มีสินทรัพย์รวม 1,771.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% จากปีก่อน โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 8.9% เป็น 979.2 ล้านบาท จากยอดขายที่สูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของเงินสดและเทียบเท่าเงินสด 25.5 ล้านบาท และการเตรียมวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 29.9 ล้านบาท
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 13.3% เป็น 792.2 ล้านบาท จากการลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (สุทธิ) เพิ่มขึ้น 65.8 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับธุรกิจใหม่ในบริษัทย่อย และการต่อสัญญาเช่าสินทรัพย์สิทธิการใช้
หนี้สินรวมลดลง 4.6% เป็น 837.1 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 8.6% จากการจ่ายชำระเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้ยืมระยะยาวบางส่วน แม้ว่าเงินกู้ยืมระยะสั้นจะเพิ่มขึ้น 42.5 ล้านบาท
หนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 23.9% เป็น 133.6 ล้านบาท จากการกู้ยืมเงินระยะยาวใหม่เพื่อลงทุนในเครื่องจักรสำหรับธุรกิจใหม่ และการต่อสัญญาเช่า
ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น 29.7% เป็น 934.3 ล้านบาท จากกำไรสุทธิ 262.3 ล้านบาท (ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม) และการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 60 ล้านบาท
กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงานสูงกว่ากระแสเงินสดใช้ไปจากกิจกรรมลงทุนและจัดหาเงิน ซึ่งส่งผลให้เงินสดและเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น
## สรุปท้าย
TNR พลิกเกมกลับมามีกำไรสุทธิ 727.1 ล้านบาทในปี 2565 จากการเติบโตของรายได้ธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น การกลับมามีกำไรขั้นต้นจากการอ่อนค่าของเงินบาท และการไม่มีรายการพิเศษที่เคยสร้างผลขาดทุนในปี 2564 แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายคดีความกับ Playboy เพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมผลประกอบการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มรายได้ อัตราแลกเปลี่ยน และความคืบหน้าของคดีความ เพื่อประเมินโอกาสการเติบโตและความเสี่ยงในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TNR ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
484.70
ล้านบาท
↓ 8.6% YoY
กำไรขั้นต้น
107.14
ล้านบาท
↓ 13.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
22.10
%
กำไรสุทธิ
2.32
ล้านบาท
↓ 96.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
0.48
%
D/E Ratio
1.05
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
485
↓ -8.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
107
↓ -13.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2
↓ -96.7%
YoY
D/E Ratio
1.05
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TNR
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.05
ROE (%)
10.46
ROA (%)
7.72
Book Value/หุ้น
4.29
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TNR
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-17
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+35
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TNR
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-16.89
-90.73%
|
-182.13
+236.34%
|
-54.15
-57.08%
|
-126.17
+5,823.47%
|
-2.13
-100.75%
|
284.89
+160.63%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
34.50
-37.50%
|
55.20
+31.65%
|
41.93
-33.32%
|
62.88
+338.49%
|
14.34
-122.91%
|
-62.58
-69.83%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-478.68
-473.56%
|
128.14
+73.05%
|
74.05
+10.94%
|
66.75
-3.15%
|
68.92
-134.68%
|
-198.71
-418.19%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-432.50
-35,550.82%
|
1.22
-98.03%
|
61.83
+1,692.17%
|
3.45
-95.75%
|
81.13
+243.77%
|
23.60
-166.12%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|