บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน)
MAI ·
2.74
0.02 (0.72%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจากรายได้จากการจําหน่ายเพิ่มขึ้น 1.3%YoY ที่รายได้จากการจําหน่าย แป้งสาลีลดลง 0.6% ส่วนรายได้จากการจําหน่ายรําข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 1.9%
ทั้งนี้ ถึงแม้ปริมาณการจําหน่ายแป้งสาลีและรํา ข้าวสาลีลดลง 4.1% และ 5.0% แต่ราคาจําหน่ายแป้งสาลีและรําข้าวสาลีเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.4% และ 19.0% เนื่องจากในปี 2564 ราคาตลาดข้าวสาลีปรับสูงขึ้นมากที่สุดในรอบกว่าสิบปี จึงทําให้มีการปรับราคาจําหน่ายแป้งสาลีขึ้น และราคาร ปรับสูงขึ้นจากปัญหาผลผลิตของสินค้าเกษตรในกลุ่มอาหารสัตว์ที่ลดลงทําให้มีความต้องการรํามากขึ้น
การใช้อัตรากําลังการผลิตเฉลี่ยในปี 2564 อยู่ที่ 72.19% ลดลง 3.29% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน เนื่องมาจากบริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ในการจํากัดการจําหน่ายแป้ง จากผลกระทบด้านราคาข้าวสาลีที่ปรับสูงขึ้นแรงมาก
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6300 out_tok=2808 at=2026-07-26T09:10:41 -->
# TMILL Q2/2565 กำไรสุทธิหดตัว 0.8% รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงกว่าราคาขาย
## รายได้รวมโต 26.2% แต่ GPM ลดลง เหตุแบกรับต้นทุนข้าวสาลีที่สูงขึ้น
บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TMILL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 34.16 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายจะเติบโตถึง 26.2% เป็นผลมาจากราคาขายสินค้าที่สูงขึ้น แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลง 16.6% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบหลักคือข้าวสาลีปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนไม่สามารถผลักภาระทั้งหมดให้ลูกค้าได้ทันเวลา
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ TMILL ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยเฉพาะราคาข้าวสาลีที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 30.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าราคาขายแป้งสาลีที่ปรับขึ้นได้เพียง 28.5% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงถึง 5.15% (จาก 21.4% เหลือ 14.2%) และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิลดลง 0.8% แม้รายได้จากการขายจะเติบโตถึง 26.2%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สถานการณ์ราคาข้าวสาลีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 และเร่งตัวขึ้นอีกครั้งจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในไตรมาส 1-2 ปี 2565 ทำให้ต้นทุนการผลิตของ TMILL เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ฝ่ายบริหารเลือกที่จะแบกรับภาระต้นทุนส่วนหนึ่งไว้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อลูกค้าและผู้บริโภคปลายทาง ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายสินค้าได้ทันท่วงทีและครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง นอกจากนี้ ปริมาณการขายแป้งสาลีและรำข้าวสาลีในไตรมาส 2 ปี 2565 ลดลง 5.5% และ 12.5% ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการใช้อัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยที่ลดลง 5.15% สะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์การผลิตและการขายตามแผนเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด**
จากถ้อยแถลงของฝ่ายบริหารที่ระบุว่า "บริษัทฯ แบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นบางส่วนไว้ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อลูกค้าและผู้บริโภคปลายทางไม่ให้รุนแรงมากจนเกินไป" และ "ทางบริษัทฯ ก็ยังมีการปรับกลยุทธ์ทั้งด้านการผลิตและการจัดจำหน่าย เพื่อให้ยังคงความสามารถในการทำกำไรให้ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2565 นี้" บ่งชี้ว่าสถานการณ์นี้เป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก และบริษัทฯ กำลังพยายามบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การที่ราคาข้าวสาลียังคงผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้มีความเสี่ยงที่ต้นทุนจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป และอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะสั้นถึงปานกลาง จนกว่าจะสามารถปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ หรือต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มลดลง
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q2/2565 เติบโต 26.2% YoY** แตะ 472.23 ล้านบาท โดยรายได้แป้งสาลีเพิ่มขึ้น 26.5% และรำข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 1.3% แม้ปริมาณขายรวมลดลง 5.5% แต่ได้แรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น 28.5% (แป้งสาลี) และ 17.3% (รำข้าวสาลี)
* **กำไรขั้นต้น Q2/2565 ลดลง 16.6% YoY** เหลือ 66.83 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลง 5.15% มาอยู่ที่ 14.2% เนื่องจากต้นทุนข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 30.5% สูงกว่าราคาขายที่ปรับขึ้นได้
* **กำไรสุทธิ Q2/2565 ลดลง 0.8% YoY** อยู่ที่ 34.16 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.09 บาท
* **การใช้อัตรากำลังการผลิตเฉลี่ย Q2/2565 อยู่ที่ 69.77%** ลดลง 5.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน สอดคล้องกับแผนการปรับกลยุทธ์การผลิตและการขาย
* **ภาพรวม 6 เดือนแรกปี 2565 กำไรสุทธิลดลง 36.1% YoY** อยู่ที่ 51.94 ล้านบาท โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 21.3% แต่ GPM หดตัวลง 25.3% จากต้นทุนข้าวสาลีที่สูงขึ้น 31.5%
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 TMILL มีรายได้จากการขายรวม 472.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 ที่ 374.12 ล้านบาท การเติบโตของรายได้มาจากราคาขายเฉลี่ยของแป้งสาลีและรำข้าวสาลีที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าปริมาณการขายจะลดลงก็ตาม อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 37.9% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 16.6% มาอยู่ที่ 66.83 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 21.4% เหลือ 14.2% ประกอบกับรายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรก่อนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเพียง 1.8% เป็น 44.04 ล้านบาท และเมื่อหักภาษีเงินได้แล้ว กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2 ปี 2565 อยู่ที่ 34.16 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 926.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรขั้นต้นลดลง 25.3% มาอยู่ที่ 124.79 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลงถึง 36.1% มาอยู่ที่ 51.94 ล้านบาท
## โอกาส
* **การปรับกลยุทธ์การผลิตและการจัดจำหน่าย:** ฝ่ายบริหารกำลังปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรให้ใกล้เคียงเป้าหมาย แม้เผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น
* **การเพิ่มขึ้นของราคาขาย:** แม้จะแบกรับต้นทุนบางส่วน แต่การที่สามารถปรับราคาขายสินค้าให้สูงขึ้นได้ สะท้อนถึงอำนาจในการกำหนดราคาบางส่วนในตลาด
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** หากสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดผลกระทบต่ออัตรากำไรได้
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาข้าวสาลีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายนอก (สงคราม, สภาพอากาศ) เป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **การไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดให้ลูกค้าได้:** การที่บริษัทฯ เลือกแบกรับต้นทุนส่วนหนึ่งไว้เพื่อรักษาฐานลูกค้า อาจส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้นถึงปานกลาง
* **อัตรากำลังการผลิตที่ลดลง:** การลดปริมาณการผลิตและการขายตามแผนเพื่อรับมือต้นทุนที่สูงขึ้น อาจส่งผลต่อการเติบโตของรายได้ในระยะยาว หากไม่สามารถเพิ่มปริมาณการขายได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
* **ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาส 2/2565 จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในภาพรวม 6 เดือนแรกมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาข้าวสาลีในตลาดโลก:** ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรของบริษัทฯ
* **ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย:** การปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริง
* **การเปลี่ยนแปลงของอัตรากำลังการผลิต:** การกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตและการขายเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย
* **กลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนและสต็อก:** มาตรการที่บริษัทฯ นำมาใช้เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
* **ผลประกอบการในไตรมาสถัดไป:** จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ GPM และกำไรสุทธิอย่างไรเมื่อเทียบกับต้นทุนวัตถุดิบ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
สำหรับ TMILL ซึ่งอยู่ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะธุรกิจผลิตแป้งสาลี ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการคือ **ราคาวัตถุดิบหลัก (ข้าวสาลี) และราคาขายสินค้าสำเร็จรูป (แป้งสาลี)** ในไตรมาส 2 ปี 2565 นี้ เห็นได้ชัดว่าราคาข้าวสาลีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยภายนอก (สงครามรัสเซีย-ยูเครน) เป็นแรงกดดันหลักต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) แม้บริษัทฯ จะสามารถปรับราคาขายแป้งสาลีขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ทำให้ GPM ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การที่บริษัทฯ เลือกที่จะแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้เพื่อรักษาฐานลูกค้า ถือเป็นกลยุทธ์ที่อาจส่งผลดีในระยะยาว แต่กดดันผลประกอบการในระยะสั้น
ปริมาณการขายที่ลดลงและการใช้อัตรากำลังการผลิตที่ลดลง สะท้อนถึงการปรับตัวตามสถานการณ์ต้นทุนที่สูงขึ้น โดยอาจมีการลดการผลิตสินค้าบางประเภทที่ให้กำไรน้อยลง หรือเน้นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงกว่าหากเป็นไปได้ นอกจากนี้ การบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่ราคาผันผวนสูง เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีที่สุด
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทฯ จึงไม่สามารถสรุปในส่วนนี้ได้)
## สรุปท้าย
TMILL ในไตรมาส 2 ปี 2565 เผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบข้าวสาลีที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น แม้รายได้จากการขายจะเติบโตได้จากการปรับราคาขาย แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารกำลังปรับกลยุทธ์เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์นี้ และต้องจับตาแนวโน้มราคาวัตถุดิบ รวมถึงความสามารถในการปรับราคาขายและบริหารต้นทุนในระยะต่อไป เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของอัตรากำไร
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TMILL ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
400.76
ล้านบาท
↓ 4.4% YoY
กำไรขั้นต้น
74.75
ล้านบาท
↑ 94.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
18.65
%
กำไรสุทธิ
24.22
ล้านบาท
↑ 247.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.04
%
D/E Ratio
—
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
401
↓ -4.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
75
↑ + 94.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
24
↑ + 247.7%
YoY
D/E Ratio
—
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TMILL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
—
ROE (%)
4.30
ROA (%)
4.09
Book Value/หุ้น
2.74
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TMILL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+249
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+5
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TMILL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
248.99
-2,192.35%
|
-11.90
-137.98%
|
31.33
-96.39%
|
866.79
-631.87%
|
-162.97
-187.06%
|
187.19
-32.01%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
5.48
+291.43%
|
1.40
-145.75%
|
-3.06
-460.00%
|
0.85
-85.11%
|
5.71
-199.65%
|
-5.73
-53.22%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
132.16
-142.98%
|
-307.51
+166.50%
|
-115.39
-85.67%
|
-805.40
-539.46%
|
183.27
-186.78%
|
-211.20
-22.00%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-35.79
+131.80%
|
-15.44
-288.52%
|
8.19
-86.84%
|
62.22
+139.12%
|
26.02
-187.46%
|
-29.75
+284.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
0.00
-100.00%
|
77.16
-22.23%
|
99.21
+20.28%
|
82.48
+14.97%
|
71.74
+1.44%
|
70.72
-9.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
-100.00%
|
39.99
-48.17%
|
77.16
-22.23%
|
99.21
+20.28%
|
82.48
+14.97%
|
71.74
+1.44%
|