บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
0.74
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3940 out_tok=2739 at=2026-07-26T08:51:21 -->
# TKT พลิกขาดทุนหนัก Q3/64 รับผลกระทบโควิด-19 ฉุดยอดขาย-กำลังผลิต
## ยอดขายวูบ-ต้นทุนพุ่ง กดดัน GPM หดตัว ฝ่ายจัดการเร่งปรับกระบวนการผลิต
บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TKT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 พลิกขาดทุนสุทธิ 8.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.89 ล้านบาท หรือกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการหยุดชะงักของสายการผลิตลูกค้าหลักอันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ TKT ในไตรมาส 3 ปี 2564 พลิกกลับมาขาดทุนเพิ่มขึ้น คือ **ผลกระทบจากการหยุดชะงักของสายการผลิตของลูกค้าหลักอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19** ซึ่งส่งผลให้ยอดขายรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถปรับลดกำลังการผลิตที่มีอยู่ลงได้ทัน ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลดลง
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ส่งผลให้ลูกค้าหลักของ TKT ต้องหยุดสายการผลิตไปประมาณ 75% ของกำลังการผลิตรวม ทำให้ยอดขายของบริษัทฯ ลดลงถึง 12.9% และ 11.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2564 ตามลำดับ แม้ว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดขายจะเพิ่มขึ้น 9.56% (22.97 ล้านบาท) จากชิ้นส่วนพลาสติกและงานแม่พิมพ์ แต่การลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถปรับลดกำลังการผลิตทั้งในส่วนของกำลังคนและเครื่องจักรลงได้ทัน ส่งผลให้ต้นทุนขายและต้นทุนให้บริการเพิ่มขึ้น 12.96% (26.75 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของยอดขาย
นอกจากนี้ การที่ยอดขายที่ได้รับในปีนี้เป็นชิ้นงานใหม่จำนวนมาก ทำให้เกิดของเสียสูงขึ้น และโรงงานบางส่วนมีกำลังการผลิตในส่วนห้องพ่นสีว่างมากขึ้น ซึ่งชิ้นงานพ่นสีมีอัตรากำไรที่ดีกว่างานฉีดและประกอบเพียงอย่างเดียว ประกอบกับรายได้จากบริการผลิตแม่พิมพ์มีอัตรากำไรลดลงเนื่องจากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้นลดลง
ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.41 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 1.96 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับชิ้นงานใหม่และอยู่ในช่วงทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากเอกสารระบุว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อลูกค้าหลักให้หยุดสายการผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสนี้อย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายจัดการพยายามลดต้นทุนและปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อรองรับปริมาณคำสั่งซื้อที่จะกลับมาภายหลังสถานการณ์ดีขึ้น และในปีก่อนสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นในไตรมาส 2 และดีขึ้นในไตรมาส 3 ทำให้บริษัทฯ บริหารกำลังการผลิตได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การที่ยอดขายที่ได้รับเป็นชิ้นงานใหม่จำนวนมาก และภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นในธุรกิจผลิตแม่พิมพ์ อาจเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 3.89 ล้านบาท:** TKT รายงานผลขาดทุนสุทธิ 8.00 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
* **ยอดขายรวมเพิ่ม 9.56% YoY:** แม้ภาพรวมยอดขายจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากชิ้นส่วนพลาสติกและงานแม่พิมพ์ แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และ 2 ปี 2564 ยอดขายกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
* **ต้นทุนขายและบริการพุ่งสูงกว่ายอดขาย:** ต้นทุนเพิ่มขึ้น 12.96% ขณะที่ยอดขายเพิ่มเพียง 9.56% YoY ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **ค่าใช้จ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น:** บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น 1.96 ล้านบาท เพื่อรองรับชิ้นงานใหม่
* **การบริหารกำลังการผลิตเป็นประเด็นหลัก:** การไม่สามารถปรับลดกำลังการผลิตลงได้ทันกับยอดขายที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนและอัตรากำไร
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) มีผลขาดทุนสุทธิ 8.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.89 ล้านบาท หรือมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 4.11 ล้านบาท แม้ว่ายอดขายรวมจะเพิ่มขึ้น 9.56% (22.97 ล้านบาท) เป็น 264.50 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากชิ้นส่วนพลาสติกและงานแม่พิมพ์ แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ ยอดขายกลับลดลงถึง 12.9% และ 11.5% ตามลำดับ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ลูกค้าหลักหยุดสายการผลิต
ต้นทุนขายและต้นทุนให้บริการเพิ่มขึ้น 12.96% (26.75 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของยอดขาย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 3.78 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจากการปรับลดกำลังการผลิตไม่ทันกับยอดขายที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลงเนื่องจากเป็นชิ้นงานใหม่สูงขึ้น และอัตรากำไรที่ลดลงของรายได้ค่าบริการผลิตแม่พิมพ์จากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้สัดส่วนต้นทุนขายและบริการต่อยอดขายสูงขึ้น
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.41 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 1.96 ล้านบาท เมื่อรวมผลกระทบทั้งหมด ทำให้ขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 7.19 ล้านบาท แม้จะมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นและดอกเบี้ยจ่ายลดลง แต่เมื่อหักลบกับรายได้ภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น
## โอกาส
* **การกลับมาของคำสั่งซื้อ:** ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าคำสั่งซื้อจะกลับมาภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของยอดขาย
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่:** การได้รับชิ้นงานใหม่และอยู่ในช่วงทดสอบและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ สะท้อนถึงการขยายฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์ในอนาคต
* **การปรับปรุงกระบวนการผลิต:** บริษัทฯ มีความพยายามในการลดต้นทุนและปรับปรุงกระบวนการผลิต ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอัตรากำไรในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของสถานการณ์โควิด-19:** การแพร่ระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของไวรัส อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของลูกค้าและทำให้คำสั่งซื้อล่าช้า
* **ภาวะการแข่งขันสูง:** การแข่งขันที่สูงขึ้นทั้งจากคู่แข่งภายในและภายนอกประเทศในธุรกิจผลิตแม่พิมพ์ ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง:** การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันและวัตถุดิบบางชนิด อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง
* **การบริหารกำลังการผลิต:** ความท้าทายในการบริหารจัดการกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความผันผวนของคำสั่งซื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีชิ้นงานใหม่เข้ามา
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขายในไตรมาส 4 ปี 2564:** การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อจากลูกค้าหลัก และการเติบโตของชิ้นส่วนพลาสติกและงานแม่พิมพ์
* **ประสิทธิภาพการผลิตและการควบคุมต้นทุน:** ความสามารถของบริษัทฯ ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดของเสีย และควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** การฟื้นตัวของ GPM จากการบริหารกำลังการผลิตที่ดีขึ้น และการแข่งขันในธุรกิจแม่พิมพ์
* **ความคืบหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่:** การนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่สายการผลิตเชิงพาณิชย์ และผลตอบรับจากลูกค้า
* **ผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง:** แนวโน้มราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** ฝ่ายจัดการระบุว่าไม่สามารถปรับลดกำลังการผลิตลงได้ทันกับยอดขายที่ลดลง ทำให้มีกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะในส่วนของห้องพ่นสีว่างมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Utilization Rate โดยรวม
* **Order Book:** แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการได้รับชิ้นงานใหม่จำนวนมาก และการคาดการณ์ว่าคำสั่งซื้อจะกลับมาภายหลังสถานการณ์ดีขึ้น
* **ราคาวัตถุดิบ:** มีการกล่าวถึงค่าน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นในปี 2564 ซึ่งมีผลต่อค่าขนส่ง แต่ไม่ได้ระบุถึงราคาวัตถุดิบหลักในการผลิตชิ้นส่วนพลาสติก
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นสูงกว่ายอดขาย และอัตรากำไรของชิ้นงานพ่นสีที่ลดลง รวมถึงการแข่งขันในธุรกิจแม่พิมพ์
* **ส่งออก:** ไม่ได้มีการระบุสัดส่วนการส่งออก หรือผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในเอกสาร
* **ค่าเงิน:** ไม่มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในเอกสาร
* **สินค้าคงคลัง:** ไม่ได้มีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสาร MD&A ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทฯ ในไตรมาส 3 ปี 2564
## สรุปท้าย
TKT เผชิญความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 3 ปี 2564 จากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ลูกค้าหลักต้องหยุดสายการผลิต ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับไม่สามารถปรับลดกำลังการผลิตลงได้ทัน ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าฝ่ายจัดการจะพยายามควบคุมต้นทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์โควิด-19 และภาวะการแข่งขันที่สูง ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป โดยต้องติดตามการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อและประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังการผลิตเพื่อพลิกกลับมามีกำไรอีกครั้ง
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TKT ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
264.78
ล้านบาท
↓ 6.4% YoY
กำไรขั้นต้น
41.13
ล้านบาท
↑ 23.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
15.54
%
กำไรสุทธิ
0.38
ล้านบาท
↓ 75.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
0.14
%
D/E Ratio
0.72
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
265
↓ -6.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
41
↑ + 23.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
0
↓ -75.9%
YoY
D/E Ratio
0.72
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TKT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.72
ROE (%)
0.30
ROA (%)
2.05
Book Value/หุ้น
1.86
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TKT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-105
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TKT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-105.20
-49.88%
|
-209.88
+171.76%
|
-77.23
-7.58%
|
-83.56
+145.76%
|
-34.00
-162.71%
|
54.22
-58.71%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
2.84
-91.50%
|
33.42
+699.52%
|
4.18
-108.32%
|
-50.26
+51.29%
|
-33.22
+37.84%
|
-24.10
-40.39%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
39.97
-47.60%
|
76.28
-33.93%
|
115.46
-247.68%
|
-78.18
+63.49%
|
-47.82
-7.74%
|
-51.83
+196.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-16.76
-83.27%
|
-100.19
-336.19%
|
42.42
-131.82%
|
-133.31
+1,468.35%
|
-8.50
-60.85%
|
-21.71
-129.57%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
151.72
-4.48%
|
158.83
+34.17%
|
118.38
+65.50%
|
71.53
+31.46%
|
54.41
-28.52%
|
76.12
+2,708.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
106.10
-30.07%
|
151.72
-4.48%
|
158.83
+34.17%
|
118.38
+65.50%
|
71.53
+31.46%
|
54.41
-28.52%
|