บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร
8.50
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นโดยส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มงาน OEM เพิ่มขึ้น 5,515 ล้านบาท เนื่องจาก
1) คําสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์เพิ่มขึ้น
2) การปรับราคาขาย ผลิตภัณฑ์ตู้เก็บเครื่องมือให้มีความเหมาะสมกับโครงสร้างต้นทุน
3) คําสั่งซื้อฮีทปั้มสําหรับเครื่องทําน้ําร้อน เพิ่มขึ้น
4) เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
และส่วนงาน EA PART รายได้เพิ่มขึ้น 846 ล้านบาท เกิดจากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และจากยอดขายชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3590 out_tok=2543 at=2026-07-26T05:34:00 -->
# SNC Q3/2565 กำไรสุทธิหด 52% สวนทางรายได้กลุ่ม AUTO-EA PART หนุน
## รายได้รวมวูบ 12% แต่กลุ่ม AUTO-EA PART เติบโตสวนทาง ขณะที่ OEM ชะลอรับมือสต็อกลูกค้า
บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 65 ล้านบาท ลดลง 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลง 12% จากผลกระทบของกลุ่ม OEM ที่ชะลอการรับคำสั่งซื้อ แต่กลุ่ม AUTO และ EA PART สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ โดยมีปัจจัยหลักจากคำสั่งซื้อรถยนต์รุ่นใหม่และการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ SNC ในไตรมาส 3 ปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **การลดลงอย่างมากของรายได้ในกลุ่ม OEM ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหลัก** ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ แม้ว่ากลุ่ม AUTO และ EA PART จะมีรายได้เติบโตขึ้นก็ตาม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การหดตัวของรายได้ในกลุ่ม OEM ถึง 465 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับรายได้รวม** ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มนี้ลดลง 45 ล้านบาท แม้ว่ากลุ่ม AUTO จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท และกลุ่ม EA PART มีรายได้เพิ่มขึ้น 66 ล้านบาท แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากกลุ่ม OEM ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 15 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท ก็เป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิให้ลดลงจาก 135 ล้านบาทในปีก่อน เหลือ 65 ล้านบาทในปีนี้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า **การชะลอการรับคำสั่งซื้อโทรทัศน์ในกลุ่ม OEM เป็นไปเพื่อเร่งให้ลูกค้าระบายสินค้าคงค้างในกลุ่มเครื่องปรับอากาศก่อน** ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสต็อกสินค้าของลูกค้าในช่วงนอกฤดูการผลิต (Low season) ของกลุ่ม OEM ตามปกติของไตรมาส 3 ในขณะเดียวกัน การลงทุนขยายกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศจาก 2 ล้านเครื่องต่อปี เป็น 3 ล้านเครื่องต่อปี ส่งผลให้มีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงานของกลุ่ม OEM นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของรายได้ในกลุ่ม AUTO มาจากการเริ่มผลิตสินค้ารถยนต์รุ่นใหม่ และในกลุ่ม EA PART มาจากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและยอดขายชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสเป็นลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ การชะลอรับคำสั่งซื้อในกลุ่ม OEM เป็นกลยุทธ์ที่ฝ่ายจัดการดำเนินการเพื่อบริหารจัดการสต็อกสินค้าของลูกค้า ซึ่งคาดว่าเมื่อสถานการณ์สต็อกสินค้าของลูกค้าคลี่คลายลง การรับคำสั่งซื้อจะกลับมาเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม การลงทุนขยายกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนคงที่ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวคาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและรายได้เมื่อความต้องการกลับมา ส่วนกลุ่ม AUTO ที่เริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ และกลุ่ม EA PART ที่ได้อานิสงส์จากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาจมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและคำสั่งซื้อในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 52% YoY:** จาก 135 ล้านบาท เป็น 65 ล้านบาท
* **รายได้รวมหดตัว 12% YoY:** จาก 2,982 ล้านบาท เป็น 2,633 ล้านบาท
* **กลุ่ม OEM ชะลอตัวหนัก:** รายได้ลดลง 465 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ชะลอรับคำสั่งซื้อโทรทัศน์เพื่อช่วยลูกค้าเร่งระบายสต็อกเครื่องปรับอากาศ
* **กลุ่ม AUTO และ EA PART เติบโต:** รายได้เพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท ตามลำดับ จากการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่และการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบ
* **ต้นทุนทางการเงินและภาษีเพิ่มขึ้น:** ส่งผลกดดันกำไรสุทธิเพิ่มเติม
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 2,633 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับ 2,982 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 114 ล้านบาท ลดลงจาก 167 ล้านบาทในปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ 4% ลดลงจาก 6% ในปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 65 ล้านบาท ลดลง 52% จาก 135 ล้านบาทในปีก่อน หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.18 บาท
เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มธุรกิจ:
* **กลุ่ม AUTO:** มีรายได้ 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท จากการเริ่มผลิตสินค้ารถยนต์รุ่นใหม่ กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาท แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการลงทุนระบบ automation
* **กลุ่ม OEM:** มีรายได้ 1,383 ล้านบาท ลดลง 465 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ชะลอการรับคำสั่งซื้อโทรทัศน์เพื่อช่วยลูกค้าเร่งระบายสต็อกเครื่องปรับอากาศ กำไรจากการดำเนินงานลดลง 45 ล้านบาท จากต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศ
* **กลุ่ม EA PART:** มีรายได้ 984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66 ล้านบาท จากการปรับราคาขายตามวัตถุดิบที่สูงขึ้นและยอดขายชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาท
นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 15 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท
## โอกาส
* **การผลิตรถยนต์รุ่นใหม่:** การเริ่มผลิตสินค้าสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่ม AUTO เป็นสัญญาณบวกต่อการเติบโตของรายได้ในกลุ่มนี้
* **การปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบ:** การปรับราคาขายในกลุ่ม EA PART สะท้อนความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้า ซึ่งช่วยรักษาอัตรากำไร
* **การขยายกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศ:** แม้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนในระยะสั้น แต่การเพิ่มกำลังการผลิตจาก 2 ล้านเป็น 3 ล้านเครื่องต่อปี จะเป็นโอกาสในการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในอนาคตเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
* **การลงทุนในระบบ Automation:** การลงทุนในระบบ automation และ robot เพื่อปรับปรุงระบบการผลิตในกลุ่ม AUTO แม้จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **การพึ่งพากลุ่ม OEM:** การที่รายได้และกำไรของกลุ่ม OEM ซึ่งเป็นกลุ่มหลักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงความเสี่ยงจากการผันผวนของคำสั่งซื้อในกลุ่มนี้
* **ต้นทุนวัตถุดิบที่สูง:** แม้จะมีการปรับราคาขาย แต่ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น:** การกู้ยืมเพื่อการลงทุนและการเพิ่มขึ้นของเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อกำไรสุทธิ
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรมและเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจส่งผลต่อความสามารถในการตั้งราคาและอัตรากำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มคำสั่งซื้อในกลุ่ม OEM:** การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อโทรทัศน์และเครื่องปรับอากาศในไตรมาสถัดไป
* **การบริหารจัดการสต็อกสินค้าของลูกค้า:** ความคืบหน้าในการระบายสต็อกสินค้าคงค้างของลูกค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ
* **ผลตอบรับของรถยนต์รุ่นใหม่:** ประสิทธิภาพและปริมาณคำสั่งซื้อสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ที่เริ่มผลิตในกลุ่ม AUTO
* **การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน
* **ผลกระทบจากการขยายกำลังการผลิต:** การใช้ประโยชน์จากกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในไตรมาส 3 ปี 2565 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมของ SNC แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของผลประกอบการตามกลุ่มธุรกิจ โดยกลุ่ม AUTO และ EA PART มีการเติบโตของรายได้ที่น่าสนใจ จากการเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่และการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวตามสภาวะตลาดและต้นทุน อย่างไรก็ตาม กลุ่ม OEM ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหลัก ประสบปัญหาจากการชะลอคำสั่งซื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม
ฝ่ายจัดการได้มีการลงทุนในระบบ automation และ robot เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่ม AUTO และขยายกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศในกลุ่ม OEM ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต แม้ว่าการลงทุนเหล่านี้จะส่งผลให้มีต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ประเด็นด้านราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนและราคาขาย โดยเฉพาะในกลุ่ม EA PART ที่สามารถปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตามต้นทุนได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยรักษาอัตรากำไรในระดับหนึ่ง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดในส่วนนี้)
## สรุปท้าย
SNC ในไตรมาส 3 ปี 2565 เผชิญกับความท้าทายจากการชะลอตัวของกลุ่ม OEM ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหลัก ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ากลุ่ม AUTO และ EA PART จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จากปัจจัยเฉพาะของแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิต รวมถึงการปรับตัวตามต้นทุนวัตถุดิบ เป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมเพื่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งนักลงทุนควรจับตาแนวโน้มคำสั่งซื้อในกลุ่ม OEM และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในไตรมาสถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SNC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
2,664.59
ล้านบาท
↑ 51.5% YoY
กำไรขั้นต้น
238.54
ล้านบาท
↑ 32.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
8.95
%
กำไรสุทธิ
30.33
ล้านบาท
↓ 151.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.14
%
D/E Ratio
1.32
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,665
↑ + 51.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
239
↑ + 32.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
30
↓ -151.3%
YoY
D/E Ratio
1.32
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SNC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.32
ROE (%)
9.49
ROA (%)
5.97
Book Value/หุ้น
15.28
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SNC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-219
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-600
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SNC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-219.35
-170.67%
|
310.39
-127.71%
|
-1,120.06
-32.54%
|
-1,660.36
-31,309.77%
|
5.32
-99.14%
|
618.45
+29.69%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-600.12
-285.44%
|
323.62
-80.21%
|
1,635.48
+142.97%
|
673.11
+50.98%
|
445.82
-139.46%
|
-1,129.66
-1,242.46%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
767.07
-173.19%
|
-1,048.12
-196.76%
|
1,083.19
+35.52%
|
799.29
-345.25%
|
-325.91
-135.88%
|
908.29
-246.83%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-135.43
-69.88%
|
-449.69
-129.21%
|
1,539.75
-482.90%
|
-402.13
-462.12%
|
111.05
-72.12%
|
398.26
-1,029.21%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,094.29
+0.06%
|
1,093.66
-56.75%
|
2,528.77
+8.55%
|
2,329.56
+88.62%
|
1,235.03
+47.59%
|
836.77
-4.87%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
708.73
-35.23%
|
1,094.29
+0.06%
|
1,093.66
-56.75%
|
2,528.77
+8.55%
|
2,329.56
+88.62%
|
1,235.03
+47.59%
|