บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร
8.50
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นโดยส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มงาน OEM เพิ่มขึ้น 5,515 ล้านบาท เนื่องจาก
1) คําสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์เพิ่มขึ้น
2) การปรับราคาขาย ผลิตภัณฑ์ตู้เก็บเครื่องมือให้มีความเหมาะสมกับโครงสร้างต้นทุน
3) คําสั่งซื้อฮีทปั้มสําหรับเครื่องทําน้ําร้อน เพิ่มขึ้น
4) เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
และส่วนงาน EA PART รายได้เพิ่มขึ้น 846 ล้านบาท เกิดจากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และจากยอดขายชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3590 out_tok=2637 at=2026-07-26T05:19:58 -->
# SNC Q3/2564 กำไรสุทธิพุ่ง 41% รับอานิสงส์ออเดอร์ OEM โต-บาทอ่อน
## รายได้รวมโต 50% จากฐานปีก่อนต่ำ ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งแรง 41% จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายภาษี
บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมจากการขาย 2,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากคำสั่งซื้อในกลุ่ม OEM ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายภาษีที่มีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SNC ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มธุรกิจ OEM ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้รายได้และกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการ SNC ในไตรมาส 3/2564 คือ **การเติบโตอย่างโดดเด่นของกลุ่มธุรกิจ OEM** ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 624 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 60 ล้านบาท ปัจจัยนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิรวมของบริษัทเติบโตขึ้น 39 ล้านบาท หรือ 41% มาอยู่ที่ 134 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของกลุ่ม OEM มาจากหลายปัจจัยสนับสนุน ได้แก่:
* **คำสั่งซื้อทีวีเพิ่มขึ้น:** ลูกค้าในกลุ่มทีวีมีการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน
* **การปรับราคาขายผลิตภัณฑ์ Toolbox:** บริษัทได้มีการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Toolbox ให้สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
* **คำสั่งซื้อกลุ่ม Heat Pump เพิ่มขึ้น:** ลูกค้าในกลุ่ม Heat Pump มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
* **ผลจากค่าเงินบาทอ่อนค่า:** การอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่งผลดีต่อรายได้จากการส่งออกของกลุ่ม OEM
นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 3 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่ลดลง 7 ล้านบาท จากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ เช่น BOI และการบริจาค ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิของบริษัทให้สูงขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก** จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร การที่ลูกค้ากลับมาเรียกงานและเริ่มผลิตตามปกติในกลุ่ม Auto-Plastic ในช่วงปลายไตรมาส ประกอบกับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม OEM และแนวโน้มการปรับราคาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับต้นทุน ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการแข่งขันด้านราคาในงาน New Model ของกลุ่ม Auto-Pipe และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่อาจส่งผลต่อการเดินสายการผลิตของลูกค้า ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ 134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% YoY:** เป็นผลจากการเติบโตของรายได้และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดี
* **รายได้รวม 2,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% YoY:** ได้แรงหนุนหลักจากกลุ่ม OEM ที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น
* **กลุ่ม OEM โตโดดเด่น:** รายได้เพิ่ม 624 ล้านบาท จากคำสั่งซื้อทีวี, การปรับราคา Toolbox, งาน Heat Pump และค่าเงินบาทอ่อนค่า
* **กลุ่ม Auto-Pipe รายได้เพิ่ม 63 ล้านบาท:** จากการกลับมาเรียกงานของลูกค้าและงาน New Model
* **กลุ่ม Auto-Plastic รายได้ลด 26 ล้านบาท:** ชั่วคราวจากผลกระทบโควิด-19 คาดกลับสู่ภาวะปกติใน Q4
* **ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 7 ล้านบาท:** จากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 SNC มีรายได้รวม 2,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม OEM ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% YoY โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 6% ลดลงเล็กน้อยจาก 7% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นในบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบต้นทุนทางการเงินและพิจารณาค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่ลดลง ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิสำหรับงวด 134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% YoY และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 0.42 บาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์:** การที่ลูกค้าในกลุ่ม Auto-Pipe กลับมาเรียกงานที่เคยชะลอตัว และการมีงาน New Model เพิ่มขึ้น บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นของอุตสาหกรรม
* **การเติบโตของกลุ่ม OEM:** คำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มทีวี, Toolbox และ Heat Pump รวมถึงการปรับราคาที่เหมาะสมกับต้นทุน เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
* **ผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า:** การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่ม OEM
* **การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี:** การบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มกำไรสุทธิ
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันด้านราคา:** งาน New Model ในกลุ่ม Auto-Pipe มีการแข่งขันด้านราคา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **ผลกระทบจากโควิด-19:** แม้สถานการณ์จะคลี่คลาย แต่การระบาดของโรคยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตของลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่ม Auto-Plastic ที่เคยได้รับผลกระทบ
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ในกลุ่ม EA PART ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นจะส่งผลดีต่อมูลค่าขาย แต่ก็อาจเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในระยะยาวหากไม่สามารถส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดูแลและป้องกันพนักงานจากโควิด-19 และการตั้งประมาณการโบนัสในระดับสูง อาจเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรในบางกลุ่มธุรกิจ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มคำสั่งซื้อในกลุ่ม OEM:** การรักษาโมเมนตัมการเติบโตของคำสั่งซื้อทีวี, Toolbox และ Heat Pump
* **การฟื้นตัวของกลุ่ม Auto-Plastic:** การกลับมาผลิตเต็มกำลังและผลกระทบต่อรายได้และกำไรในไตรมาสถัดไป
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** โดยเฉพาะในกลุ่ม EA PART และผลกระทบต่อ GPM
* **การแข่งขันด้านราคาในงาน New Model:** ผลกระทบต่ออัตรากำไรของกลุ่ม Auto-Pipe
* **แนวโน้มค่าเงินบาท:** การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลต่อรายได้และกำไรจากการส่งออก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**กลุ่มงาน AUTO:** มีรายได้เพิ่มขึ้น 37 ล้านบาท โดยกลุ่ม Auto-Pipe มีรายได้เพิ่มขึ้น 63 ล้านบาท จากการที่ลูกค้ากลับมาเรียกงานที่เคยชะลอตัวจากโควิด และมีงาน New Model เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Auto-Plastic มีรายได้ลดลง 26 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้าจักรยานยนต์ได้รับผลกระทบจากโควิด ทำให้เดินสายการผลิตเพียง 1 กะ แต่คาดว่าจะกลับมาผลิตตามปกติในเดือนตุลาคม 2564 กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มนี้ลดลง 4 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่ม Auto-Plastic มีกำไรลดลงมากกว่าที่ Auto-Pipe เพิ่มขึ้น ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาในงาน New Model
**กลุ่มงาน OEM:** เป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 624 ล้านบาท จากคำสั่งซื้อทีวีที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาขายผลิตภัณฑ์ Toolbox ให้เหมาะสมกับต้นทุน คำสั่งซื้อ Heat Pump ที่เพิ่มขึ้น และผลจากค่าเงินบาทอ่อนค่า กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 60 ล้านบาท
**กลุ่มงาน EA PART:** มีรายได้เพิ่มขึ้น 334 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการที่ราคาวัตถุดิบสูงขึ้นทำให้มูลค่าขายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานลดลง 15 ล้านบาท เนื่องจากมีการตั้งประมาณการโบนัสในระดับสูง และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลและป้องกันพนักงานจากโควิด-19 ในขณะที่ปีก่อนมีการปรับลดค่าใช้จ่าย
**Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่จากการที่ลูกค้ากลับมาเรียกงานและเริ่มผลิตตามปกติในหลายกลุ่ม สะท้อนถึงแนวโน้มการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
**Order Book:** มีการกล่าวถึงงาน New Model ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม Auto-Pipe และคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม OEM ซึ่งบ่งชี้ถึง Order Book ที่แข็งแกร่งในบางส่วน
**ราคาวัตถุดิบ:** มีการกล่าวถึงราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นในกลุ่ม EA PART ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าขาย
**GPM:** อัตรากำไรจากการดำเนินงานโดยรวมลดลงเล็กน้อยจาก 7% เป็น 6% ซึ่งอาจสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนในบางกลุ่ม
**การส่งออก:** ได้รับผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่าในกลุ่ม OEM
**ค่าเงิน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้กลุ่ม OEM
**สินค้าคงคลัง:** เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 3 ล้านบาท เนื่องจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพื่อการลงทุนและเงินทุนหมุนเวียน
## สรุปท้าย
SNC ในไตรมาส 3 ปี 2564 โชว์ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเติบโต 41% จากการขับเคลื่อนหลักของกลุ่ม OEM ที่ได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและการปรับราคาขาย ประกอบกับการฟื้นตัวของกลุ่ม Auto-Pipe และผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า แม้จะมีความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคาและผลกระทบจากโควิด-19 แต่แนวโน้มการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ยังคงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป โดยนักลงทุนควรจับตาการรักษาโมเมนตัมของคำสั่งซื้อ OEM และการฟื้นตัวของกลุ่ม Auto-Plastic อย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SNC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
2,664.59
ล้านบาท
↑ 51.5% YoY
กำไรขั้นต้น
238.54
ล้านบาท
↑ 32.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
8.95
%
กำไรสุทธิ
30.33
ล้านบาท
↓ 151.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.14
%
D/E Ratio
1.32
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,665
↑ + 51.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
239
↑ + 32.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
30
↓ -151.3%
YoY
D/E Ratio
1.32
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SNC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.32
ROE (%)
9.49
ROA (%)
5.97
Book Value/หุ้น
15.28
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SNC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-219
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-600
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SNC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-219.35
-170.67%
|
310.39
-127.71%
|
-1,120.06
-32.54%
|
-1,660.36
-31,309.77%
|
5.32
-99.14%
|
618.45
+29.69%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-600.12
-285.44%
|
323.62
-80.21%
|
1,635.48
+142.97%
|
673.11
+50.98%
|
445.82
-139.46%
|
-1,129.66
-1,242.46%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
767.07
-173.19%
|
-1,048.12
-196.76%
|
1,083.19
+35.52%
|
799.29
-345.25%
|
-325.91
-135.88%
|
908.29
-246.83%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-135.43
-69.88%
|
-449.69
-129.21%
|
1,539.75
-482.90%
|
-402.13
-462.12%
|
111.05
-72.12%
|
398.26
-1,029.21%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,094.29
+0.06%
|
1,093.66
-56.75%
|
2,528.77
+8.55%
|
2,329.56
+88.62%
|
1,235.03
+47.59%
|
836.77
-4.87%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
708.73
-35.23%
|
1,094.29
+0.06%
|
1,093.66
-56.75%
|
2,528.77
+8.55%
|
2,329.56
+88.62%
|
1,235.03
+47.59%
|