SCGD
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SCGD
บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุก่อสร้าง
5.40
+0.00 (+0.00%)

สรุปงบการเงิน

ไตรมาสที่ 4 ปี 2565

สรุปสั้น

บริษัท SCGD รายงานว่าในไตรมาส 2/2567 ยอดขายรวมลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ EBITDA และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13% และ 45% ตามลำดับ ส่วนรายได้จากต่างประเทศดีขึ้น โดยเฉพาะจากเวียดนามที่มีกฎหมายที่ดินใหม่ที่จะมีผลในเดือนสิงหาคม 2567. ในไตรมาส 3/2567 ตลาดกระเบื้องและสุขภัณฑ์ในประเทศไทยอาจดีขึ้นจากการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ยังต้องระวังหนี้ครัวเรือนที่สูง ส่วนตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตหลังการบังคับใช้กฎหมายที่ดินใหม่ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอินโดนีเซียอาจส่งผลดีต่อตลาด.

AiO BOT สรุปด้วย AI(O) BOT

AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4034 out_tok=2527 at=2026-07-26T03:46:41 --> # SCGD กำไรสุทธิปี 65 หด 32% เหลือ 904 ล้านบาท รับแรงกดดันต้นทุนอ้อยพุ่ง-ขาดทุนอนุพันธ์ ## รายได้โตตามราคาน้ำตาลโลก แต่ต้นทุนวัตถุดิบและสัญญาอนุพันธ์ฉุดกำไรขั้นต้นหดตัว บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD รายงานผลประกอบการปีบัญชี 2565 (สิ้นสุด 31 ต.ค. 66) มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 904 ล้านบาท ลดลง 418 ล้านบาท หรือ 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้รายได้จากการขายจะเติบโต 13% เป็น 18,301 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายน้ำตาลที่สูงขึ้นตามตลาดโลก และปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบ (อ้อย) ที่สูงขึ้น ประกอบกับผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ และค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน ### 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ SCGD ในปี 2565 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **การหดตัวของกำไรขั้นต้น** แม้รายได้จากการขายจะเติบโตถึง 13% เป็น 18,301 ล้านบาท โดยกำไรขั้นต้นลดลง 6% จาก 2,788 ล้านบาท เป็น 2,618 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลงจาก 17% เป็น 14% นอกจากนี้ ยังมี **ผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์** และ **ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วม** ที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยตรง ### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การหดตัวของกำไรขั้นต้นมีสาเหตุหลักมาจาก **ราคาวัตถุดิบ (อ้อย) ที่มีราคาสูงขึ้น** เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ฝ่ายจัดการยังระบุว่ามี **ผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์** ซึ่งเกิดจากความผันผวนของสภาวะราคาน้ำตาลในตลาดโลก เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันกำไรขั้นต้น ในส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการที่ **ปริมาณการขายน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น 12%** และ **ราคาขายน้ำตาลโดยรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8%** อันเป็นผลมาจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยสัดส่วนปริมาณขายน้ำตาลส่งออกต่างประเทศคิดเป็น 77% ของปริมาณขายทั้งหมด ขณะที่รายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 28% จากปริมาณและราคาขายที่สูงขึ้น ### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร **มีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของ **ความผันผวนของราคาน้ำตาลตลาดโลก** ซึ่งส่งผลต่อผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ และ **ราคาวัตถุดิบ (อ้อย)** ที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าปริมาณการขายน้ำตาลและไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบจากต้นทุนและราคาที่ผันผวนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ## Highlight สำคัญ * **กำไรสุทธิลดลง 32%:** กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ปี 2565 อยู่ที่ 904 ล้านบาท ลดลงจาก 1,321 ล้านบาทในปี 2565 * **รายได้จากการขายเติบโต 13%:** รายได้รวมอยู่ที่ 18,301 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากน้ำตาลทรายและกากน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น 12% และไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 28% * **กำไรขั้นต้นหดตัว 6%:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17% เป็น 14% เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (อ้อย) ที่สูงขึ้น และผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ * **ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น:** ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 18% จากค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขายส่งออกที่สูงขึ้นตามปริมาณการขาย * **ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุน:** มีการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 196 ล้านบาท * **อัตราหนี้สินต่อทุน (IBD/Equity Ratio) อยู่ที่ 0.67 เท่า:** สะท้อนฐานะทางการเงินที่ยังคงแข็งแกร่ง ## ภาพรวมผลประกอบการ บริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL (ซึ่งเอกสารระบุชื่อบริษัทผิดเป็น SCGD แต่เนื้อหาเป็นของ KSL) รายงานผลประกอบการปีบัญชี 2565 (1 พ.ย. 65 - 31 ต.ค. 66) มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 904 ล้านบาท ลดลง 32% จาก 1,321 ล้านบาทในปี 2565 รายได้จากการขายรวม 18,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จาก 16,178 ล้านบาท โดยรายได้จากน้ำตาลทรายและกากน้ำตาลเพิ่มขึ้น 12% เป็น 15,860 ล้านบาท จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 89,174 ตัน (12%) และราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น 8% ตามราคาน้ำตาลตลาดโลก รายได้จากไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 28% เป็น 1,638 ล้านบาท จากปริมาณและราคาขายที่สูงขึ้น ส่วนรายได้จากธุรกิจสนับสนุนเพิ่มขึ้น 13% เป็น 803 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นลดลง 6% เป็น 2,618 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17% เป็น 14% เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (อ้อย) ที่สูงขึ้น และมีผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 18% เป็น 511 ล้านบาท จากค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขายส่งออกที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย นอกจากนี้ ยังมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 196 ล้านบาท ## โอกาส * **ราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น:** เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการขายน้ำตาลทรายและกากน้ำตาล โดยเฉพาะส่วนที่ขายส่งออก * **ปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น:** สนับสนุนรายได้จากธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง * **การสนับสนุนชาวไร่เพิ่มผลผลิตอ้อย:** เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อรักษาและเพิ่มปริมาณวัตถุดิบในอนาคต ## ความเสี่ยง * **ความผันผวนของราคาน้ำตาลตลาดโลก:** อาจส่งผลกระทบต่อผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ และความสามารถในการทำกำไร * **ราคาวัตถุดิบ (อ้อย) ที่มีราคาสูงขึ้น:** กดดันต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรขั้นต้น * **ต้นทุนในการจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น:** โดยเฉพาะค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขายส่งออก * **ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุน:** เป็นรายการที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยตรง ## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ * แนวโน้มราคาน้ำตาลตลาดโลก และผลกระทบต่อสัญญาอนุพันธ์ * ราคาวัตถุดิบ (อ้อย) และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต * ปริมาณและราคาขายไฟฟ้า รวมถึงการขยายกำลังการผลิต * แผนการบริหารจัดการเงินลงทุนในบริษัทร่วม และการประเมินมูลค่าเงินลงทุน * ทิศทางค่าใช้จ่ายในการขายและต้นทุนการจัดจำหน่าย ## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) *หมายเหตุ: เอกสารที่ได้รับเป็นของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ใช่ SCGD ที่อยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ดังนั้น การวิเคราะห์ในส่วนนี้จะอิงตามข้อมูลที่ได้รับมาของ KSL และจะไม่สามารถใช้เลนส์ sector อสังหาริมทรัพย์ได้* **รายได้จากการขาย:** * **น้ำตาลทรายและกากน้ำตาล:** เพิ่มขึ้น 12% เป็น 15,860 ล้านบาท จากปริมาณขายเพิ่มขึ้น 12% และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8% โดยสัดส่วนการขายส่งออกคิดเป็น 77% ของปริมาณขายทั้งหมด * **ไฟฟ้า:** เพิ่มขึ้น 28% เป็น 1,638 ล้านบาท จากปริมาณและราคาขายที่สูงขึ้น * **ธุรกิจสนับสนุน (ปุ๋ย, น้ำมัน, อื่นๆ):** เพิ่มขึ้น 13% เป็น 803 ล้านบาท จากการสนับสนุนชาวไร่ **ต้นทุนและกำไรขั้นต้น:** * **กำไรขั้นต้น:** ลดลง 6% เป็น 2,618 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17% เป็น 14% * **สาเหตุ:** ราคาวัตถุดิบ (อ้อย) สูงขึ้น และมีผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ **ค่าใช้จ่าย:** * **ต้นทุนในการจัดจำหน่าย:** เพิ่มขึ้น 18% เป็น 511 ล้านบาท จากค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขายส่งออกที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย **รายการพิเศษ:** * **ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วม:** 196 ล้านบาท ## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด * **สินทรัพย์รวม:** 39,798 ล้านบาท * **หนี้สินรวม:** 18,221 ล้านบาท * **ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม:** 21,577 ล้านบาท * **อัตราหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/Equity Ratio):** 0.67 เท่า ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2566 ## สรุปท้าย แม้ว่าบริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) จะสามารถเพิ่มรายได้จากการขายได้อย่างน่าพอใจในปี 2565 จากปัจจัยบวกด้านราคาน้ำตาลในตลาดโลกและปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ผลประกอบการสุทธิกลับได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ (อ้อย) และผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับรายการขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุน ทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 32% นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาน้ำตาลโลก ต้นทุนวัตถุดิบ และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสัญญาอนุพันธ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCGD ไตรมาส 2/2024
รายได้รวม
5,413.03 ล้านบาท
↓ 11.6% YoY
กำไรขั้นต้น
1,416.33 ล้านบาท
↓ 4.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.17 %
กำไรสุทธิ
188.12 ล้านบาท
↑ 136.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.48 %
D/E Ratio
0.88
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
5,413
↓ -11.6% YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,416
↓ -4.8% YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
188
↑ + 136.3% YoY
D/E Ratio
0.88

รายได้และกำไร (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.88
ROE (%)
5.02
ROA (%)
4.30
Book Value/หุ้น
11.07

สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCGD

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน —
18,653.60
-9.13%
20,527.26
-9.64%
22,717.57
+7.53%
21,127.51
-9.85%
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน —
17,934.27
-7.06%
19,295.89
+1.92%
18,933.27
-2.52%
19,422.89
-17.35%
รวมสินทรัพย์ —
36,587.87
-8.12%
39,823.15
-4.39%
41,650.84
+2.71%
40,550.40
-13.61%
รวมหนี้สินหมุนเวียน —
12,356.13
-28.13%
17,192.74
-6.81%
18,449.62
-6.55%
19,741.82
+162.22%
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน —
4,774.56
+148.09%
1,924.53
+1.86%
1,889.30
-4.77%
1,983.99
-20.54%
รวมหนี้สิน —
17,130.69
-10.39%
19,117.26
-6.01%
20,338.92
-6.38%
21,725.80
+116.70%
รวมส่วนของเจ้าของ —
19,457.18
-6.03%
20,705.89
-2.84%
21,311.92
+13.21%
18,824.60
-49.00%
D/E —
0.88
0.92
0.95
1.15
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น —
5.02
4.17
1.84
-2.66
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ —
4.30
3.83
3.59
1.82
อัตราส่วนสภาพคล่อง —
1.51
1.19
1.23
1.07
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว —
0.96
0.75
0.80
0.63
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย —
53.91
58.60
0.00
0.00
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย —
157.21
147.82
0.00
0.00
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า —
73.17
70.41
0.00
0.00
วงจรเงินสด —
137.95
136.01
0.00
0.00
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,408
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+759
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท

กระแสเงินสด (ล้านบาท)

กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCGD

รายการ 2569 2568 2567 2566
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน —
-1,407.54
-178.78%
1,786.67
-48.87%
3,494.38
เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน —
758.50
-130.73%
-2,468.23
+185.37%
-864.93
เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน —
560.96
-328.66%
-245.33
-130.59%
802.12
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) —
200.65
-115.38%
-1,304.30
-138.01%
3,431.56
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด —
4,203.72
-19.21%
5,203.26
+186.44%
1,816.52
-46.87%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด —
3,655.64
-13.04%
4,203.72
-19.21%
5,203.26
+186.44%