บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
SET · ประกันภัยและประกันชีวิต
17.80
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากเกิดจาก รายได้จากเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับสภาวะตลาดหลักทรัพย์ ของปี 2564 ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ที่มีความผันผวนอย่างมาก
ค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนสุทธิ ลดลงในอัตราร้อยละ 9.26 จากปีก่อน การลดลงของ อัตราสินไหมทดแทนในส่วนของสินไหมประกันภัยรถยนต์มาจากการปรับปรุงการบริหารจัดการสินไหม การปรับราคา เบี้ยประกันภัยให้เหมาะสม และผลจากการลดการใช้รถยนต์จากมาตรการภาครัฐ
สําหรับสินไหม ประกันภัยทั่วไปในปี 2564 มีสินไหมรายใหญ่ที่เกิดจากอุบัติภัย ภัยธรรมชาติและสินไหมจากการรับประกันภัย กรมธรรม์ประกันภัยไวรัสโคโรน่า (COVID 19) ซึ่งมีการจัดทําประกันภัยต่ออย่างเหมาะสม
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5970 out_tok=2133 at=2026-07-25T20:56:32 -->
# MTI กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 66 ลดลง 22% รับผลกระทบค่าสินไหมรถยนต์พุ่ง
## รายได้เบี้ยประกันภัยรวมโต แต่รับประกันต่อลดลง ฝ่ายจัดการชี้ค่าสินไหมรถยนต์กลับสู่ภาวะปกติหลังโควิด
บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI รายงานผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิ 542.21 ล้านบาท ลดลง 154.24 ล้านบาท หรือ 22.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เบี้ยประกันภัยรับรวมจะเติบโต แต่ค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนโดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการลดลงของรายได้ค่าจ้างและค่าบำเหน็จจากการรับประกันภัยต่อ เป็นปัจจัยหลักกดดันผลกำไร
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ MTI ในงวด 9 เดือนแรกปี 2566 ปรับตัวลดลง คือ **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนสุทธิ โดยเฉพาะในส่วนของประกันภัยรถยนต์** ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนสินไหมทดแทนโดยรวม แม้ว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมจะเติบโตขึ้น 3.85% แต่การเพิ่มขึ้นของค่าสินไหมทดแทนมีนัยสำคัญมากกว่า ทำให้กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 22.15%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนในส่วนของประกันภัยรถยนต์ เกิดจากการขยายตัวของธุรกิจรับประกันภัยรถยนต์ของบริษัทฯ และการที่ผู้คนกลับมาใช้งานรถยนต์ตามปกติมากขึ้น ทำให้มีอุบัติเหตุและเคลมประกันเพิ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อัตราค่าสินไหมต่ำกว่าเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการจำกัดการเดินทาง ในขณะเดียวกัน อัตราส่วนสินไหมงานประกันภัยทั่วไปลดลง เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยไวรัสโคโรนา (COVID-19) สิ้นสุดความคุ้มครองไปแล้ว
นอกจากนี้ รายได้ค่าจ้างและค่าบำเหน็จจากการรับประกันภัยต่อลดลง 11.61% เนื่องจากบริษัทฯ มีการปรับเพิ่มสัดส่วนการรับความเสี่ยงภัยของงานรับประกันภัยรถยนต์ไว้เองมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทสามารถปรับปรุงผลการรับประกันภัยได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด** ฝ่ายจัดการระบุว่าอัตราส่วนสินไหมงานประกันภัยรถยนต์ในปี 2566 "ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม" ซึ่งบ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นผลจากการกลับสู่สภาวะปกติหลังโควิด และการบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัทฯ ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ เพิ่มสัดส่วนการรับความเสี่ยงภัยไว้เองมากขึ้น อาจส่งผลต่ออัตราส่วนสินไหมในอนาคตหากการบริหารจัดการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2566:** 542.21 ล้านบาท ลดลง 22.15% YoY
* **เบี้ยประกันภัยรับรวม 9 เดือนแรกปี 2566:** เพิ่มขึ้น 3.85% YoY เป็น 13,749.99 ล้านบาท
* **ค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2566:** เพิ่มขึ้น 22.53% YoY เป็น 4,113.88 ล้านบาท โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์
* **รายได้ค่าจ้างและค่าบำเหน็จจากการรับประกันภัยต่อ:** ลดลง 11.61% YoY เนื่องจากบริษัทรับความเสี่ยงเองมากขึ้น
* **รายได้และกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์และรายได้อื่นสุทธิ:** เพิ่มขึ้น 5.22% YoY จากโอกาสในการขายเงินลงทุนเพื่อทำกำไร
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2566 บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 542.21 ล้านบาท ลดลง 22.15% จาก 696.45 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีรายได้เบี้ยประกันภัยรับรวม 13,749.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.85% จาก 13,240.30 ล้านบาทในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนสุทธิเพิ่มขึ้น 22.53% เป็น 4,113.88 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสินไหมทดแทนสุทธิเพิ่มขึ้น
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจประกันภัย:** การเติบโตของธุรกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการสอดคล้องกับการเติบโตของตลาด เป็นปัจจัยหนุนเบี้ยประกันภัยรับรวม
* **การปรับปรุงผลการรับประกันภัย:** บริษัทสามารถปรับปรุงผลการรับประกันภัยรถยนต์ได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรับความเสี่ยงภัยไว้เองมากขึ้น
* **โอกาสจากการลงทุน:** รายได้และกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์และรายได้อื่นสุทธิเพิ่มขึ้น จากโอกาสในการขายเงินลงทุนเพื่อทำกำไร
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของค่าสินไหมทดแทน:** การกลับมาสู่สภาวะปกติหลังโควิด-19 ทำให้ค่าสินไหมทดแทนโดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนสินไหมทดแทนหากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดี
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันทางตลาดที่รุนแรง อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการตลาดที่เพิ่มขึ้น
* **การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ:** การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มอัตราส่วนสินไหมทดแทนในส่วนของประกันภัยรถยนต์ในไตรมาสถัดไป
* ผลกระทบจากการที่บริษัทฯ เพิ่มสัดส่วนการรับความเสี่ยงภัยประกันภัยรถยนต์ไว้เอง
* ความสามารถในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายทางการตลาด
* ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์และโอกาสในการทำกำไรจากการขายเงินลงทุน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **เบี้ยประกันภัยรับรวม:** เติบโต 3.85% YoY โดยเบี้ยประกันภัยรับสุทธิเพิ่มขึ้น 21.99% จากทั้งประกันภัยรถยนต์และประกันภัยทั่วไป เบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 16.42%
* **รายได้ค่าจ้างและค่าบำเหน็จจากการรับประกันภัยต่อ:** ลดลง 11.61% YoY เนื่องจากการปรับเพิ่มสัดส่วนการรับความเสี่ยงภัยรถยนต์ไว้เอง
* **ค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนสุทธิ:** เพิ่มขึ้น 22.53% YoY โดยอัตราสินไหมประกันภัยรถยนต์เพิ่มขึ้นจากการกลับมาใช้งานรถยนต์ปกติ ขณะที่อัตราสินไหมประกันภัยทั่วไปลดลงจากการสิ้นสุดความคุ้มครองประกัน COVID-19
* **ค่าจ้างและบำเหน็จจ่าย:** เพิ่มขึ้นเล็กน้อย คิดเป็น 16.06% ของเบี้ยประกันภัยรับรวม
* **ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยอื่นและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน:** เพิ่มขึ้น 181.41 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด การส่งเสริมการขาย และการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
* **รายได้จากการลงทุน:** เพิ่มขึ้น 5.22% YoY จากโอกาสในการขายเงินลงทุนเพื่อทำกำไร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ลดลง โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเบี้ยประกันภัยค้างรับสุทธิและสินทรัพย์จากการประกันภัยต่อสุทธิ ในขณะที่เงินลงทุนในหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น หนี้สินรวมลดลงจากเจ้าหนี้ประกันภัยต่อ ค่านายหน้าจากการรับประกันโดยตรงค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค้างจ่าย และหนี้สินอื่น ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจากกำไรจากการดำเนินงานสำหรับงวด 542.21 ล้านบาท และผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายสุทธิภาษีเงินได้ 443.68 ล้านบาท
## สรุปท้าย
MTI ในงวด 9 เดือนแรกปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นผลจากการกลับสู่ภาวะปกติหลังโควิด-19 แม้เบี้ยประกันภัยรับรวมจะเติบโต แต่การเพิ่มขึ้นของค่าสินไหมทดแทนและรายได้จากการรับประกันภัยต่อที่ลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้นในส่วนของการรับประกันภัยรถยนต์ และมีโอกาสจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มค่าสินไหมทดแทนและผลกระทบจากการที่บริษัทฯ รับความเสี่ยงเองมากขึ้นในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MTI ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
7.45
ล้านบาท
↓ 99.8% YoY
กำไรขั้นต้น
7,474.73
ล้านบาท
↑ 120.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
100,345.47
%
กำไรสุทธิ
67.27
ล้านบาท
↓ 57.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
903.01
%
D/E Ratio
2.57
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
7
↓ -99.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
7,475
↑ + 120.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
67
↓ -57.1%
YoY
D/E Ratio
2.57
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MTI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.57
ROE (%)
12.98
ROA (%)
3.82
Book Value/หุ้น
14.90
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MTI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-587
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+83
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MTI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-587.47
+1,509.07%
|
-36.51
-65.19%
|
-104.89
-86.86%
|
-798.10
-389.25%
|
275.92
+29.62%
|
212.87
-1,985.47%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
82.53
+1,345.36%
|
5.71
-89.75%
|
55.71
-58.03%
|
132.75
+2,760.99%
|
4.64
-106.31%
|
-73.51
+124.73%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
486.74
+55.43%
|
313.15
-17.90%
|
381.41
+18.52%
|
321.80
+15.79%
|
277.91
-243.34%
|
-193.88
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-212.74
-175.35%
|
282.35
-15.01%
|
332.23
-196.70%
|
-343.56
-161.52%
|
558.46
-1,124.51%
|
-54.51
+23.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
776.97
-9.41%
|
857.70
+58.73%
|
540.35
+31.34%
|
411.40
+31.36%
|
313.19
-14.85%
|
367.79
+52.34%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
598.81
-22.93%
|
776.97
-9.41%
|
857.70
+58.73%
|
540.35
+31.34%
|
411.40
+31.36%
|
313.19
-14.85%
|