บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
8.30
0.10 (1.19%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจาก รายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 111.24 ล้านบาท จาก 541.57 ล้านบาท เป็น 652.81 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.54
เนื่องจาก มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 70,417.88 ล้านบาท/วัน เป็น 99,801.26 ล้านบาท/วัน หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.73
และ สัดส่วนนักลงทุนบุคคล ซึ่งเป็นส่วนรายได้หลักของบริษัท เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 48.01 เป็นร้อยละ 48.95 อันเป็นผลให้มูลค่าการซื้อขาย เฉลี่ยของนักลงทุนบุคคลเพิ่มขึ้นจาก 33,809.24 ล้านบาท/วัน เป็น 48,853.48 ล้านบาท/วัน หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 44.50
รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 37.33 ล้านบาท จาก 144.10 ล้านบาท เป็น 181.43 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.91 เนื่องมาจาก รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 51.18 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3660 out_tok=2007 at=2026-07-25T22:31:45 -->
# MST กำไรสุทธิ Q3/2564 หดตัว 33.49% รับต้นทุนพุ่ง-ยอดขายลูกค้าอาเซียนชะลอ
## ฝ่ายบริหารชี้ต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าขนส่งพุ่ง ฉุดกำไรขั้นต้นวูบ แม้ 9 เดือนแรกโตดี
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 92.21 ล้านบาท ลดลง 33.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันจากยอดขายที่ลดลงและต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2564 ยังคงเติบโตได้ดี
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ MST ในไตรมาส 3 ปี 2564 ปรับตัวลดลง 33.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก **กำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** แม้ว่ายอดขายโดยรวมจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม โดยกำไรขั้นต้นลดลงถึง 29.65%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายบริหารระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงมาจาก **ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น** ตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด ประกอบกับการ **เพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน** และ **ค่าขนส่งที่สูงขึ้น** จากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างของกำไรขั้นต้นลดลง นอกจากนี้ ยอดขายที่ลดลง 2.03% ยังเกิดจากลูกค้ากลุ่มอาเซียนที่ปิดประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้จากการขายโดยตรง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร **ยังไม่ชัดเจนว่าปัจจัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่** ฝ่ายบริหารระบุถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3 แต่ไม่ได้ให้แนวโน้มที่ชัดเจนเกี่ยวกับต้นทุนวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน หรือค่าขนส่งในอนาคต อย่างไรก็ตาม การที่ลูกค้ากลุ่มอาเซียนปิดประเทศอาจเป็นปัจจัยชั่วคราวที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิไตรมาส 3/2564:** อยู่ที่ 92.21 ล้านบาท ลดลง 33.49% YoY
* **ยอดขายไตรมาส 3/2564:** อยู่ที่ 770.01 ล้านบาท ลดลง 2.03% YoY
* **กำไรขั้นต้นไตรมาส 3/2564:** อยู่ที่ 131.42 ล้านบาท ลดลง 29.65% YoY
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2564:** อยู่ที่ 351.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.70% YoY
* **ยอดขาย 9 เดือนแรกปี 2564:** อยู่ที่ 2,355.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.04% YoY
* **ปัจจัยกดดัน Q3/2564:** ต้นทุนวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และการปิดประเทศของลูกค้าอาเซียน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มียอดขายรวม 770.01 ล้านบาท ลดลง 15.96 ล้านบาท หรือ 2.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการที่ลูกค้ากลุ่มอาเซียนปิดประเทศ กำไรขั้นต้นลดลง 55.05 ล้านบาท หรือ 29.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด รวมถึงราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 92.21 ล้านบาท ลดลง 46.44 ล้านบาท หรือ 33.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.14 บาท
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มียอดขายเพิ่มขึ้น 515.60 ล้านบาท หรือ 28.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มดีขึ้น และการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 351.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.50 ล้านบาท หรือ 29.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.53 บาท
## โอกาส
* สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มดีขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการได้
* การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของทีมผู้บริหาร
* ศักยภาพในการเติบโตของตลาดอาเซียนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
## ความเสี่ยง
* ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและราคาน้ำมัน
* ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น
* ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 และการปิดประเทศของลูกค้า
* ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (หากมีผลกระทบ)
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งในไตรมาสถัดไป
* การกลับมาเปิดประเทศของลูกค้ากลุ่มอาเซียน และผลกระทบต่อยอดขาย
* ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทฯ
* ทิศทางของราคาน้ำมันและผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่ง
* การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดโลก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา ข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นข้อมูลของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา ไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์ตามที่ระบุในจุดโฟกัส sector ดังนั้น การวิเคราะห์จึงอิงตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารเท่านั้น
* **รายได้จากการขาย:** ในไตรมาส 3 ปี 2564 มียอดขายลดลง 2.03% YoY ซึ่งฝ่ายบริหารระบุว่าเกิดจากลูกค้ากลุ่มอาเซียนปิดประเทศ
* **ต้นทุนขาย:** มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 29.65% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามตลาดโลก ราคาน้ำมัน และค่าขนส่งที่สูงขึ้น
* **กำไรขั้นต้น:** ลดลง 29.65% YoY สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น
* **EBITDA:** ลดลง 18.08% YoY สอดคล้องกับกำไรขั้นต้นที่ลดลง
* **กำไรสุทธิ:** ลดลง 33.49% YoY เป็นผลมาจากปัจจัยลบที่กล่าวมาข้างต้น
* **ผลประกอบการ 9 เดือนแรก:** ยังคงเติบโตได้ดี โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 29.70% YoY และยอดขายเพิ่มขึ้น 28.04% YoY ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตในช่วงที่สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทฯ)
## สรุปท้าย
MST เผชิญแรงกดดันในไตรมาส 3 ปี 2564 จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับยอดขายที่ชะลอตัวจากลูกค้ากลุ่มอาเซียน ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าผลประกอบการ 9 เดือนแรกจะยังคงเติบโตได้ดีก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มต้นทุนและสถานการณ์การเปิดประเทศของลูกค้ากลุ่มอาเซียน รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทฯ ในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MST ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
502.47
ล้านบาท
↓ 30.9% YoY
กำไรขั้นต้น
421.71
ล้านบาท
↓ 27% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
83.93
%
กำไรสุทธิ
22.51
ล้านบาท
↓ 76.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.48
%
D/E Ratio
1.91
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
502
↓ -30.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
422
↓ -27%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
23
↓ -76.9%
YoY
D/E Ratio
1.91
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MST
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.91
ROE (%)
4.35
ROA (%)
3.64
Book Value/หุ้น
9.21
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MST
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-5,968
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-3
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MST
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-5,967.95
+34.47%
|
-4,438.17
-446.05%
|
1,282.54
+60.50%
|
799.07
-75.72%
|
3,291.73
-473.40%
|
-881.55
+436.39%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-3.30
-70.77%
|
-11.29
-422.57%
|
3.50
-122.76%
|
-15.38
-53.90%
|
-33.36
+17.96%
|
-28.28
+211.80%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
5,869.47
+32.55%
|
4,428.28
-367.27%
|
-1,656.86
+283.10%
|
-432.49
-86.79%
|
-3,274.36
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-101.79
+380.59%
|
-21.18
-94.29%
|
-370.83
-205.59%
|
351.21
-2,296.44%
|
-15.99
-93.11%
|
-232.18
-3,053.94%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
277.63
+3.07%
|
269.36
-40.24%
|
450.71
-43.72%
|
800.84
+512.40%
|
130.77
-64.01%
|
363.33
-2.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
362.99
+30.75%
|
277.63
+3.07%
|
269.36
-40.24%
|
450.71
-43.72%
|
800.84
+512.41%
|
0.00
-100.00%
|