MGC
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
MGC
บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
7.00
0.30 (4.11%)

สรุปงบการเงิน

ไตรมาสที่ 3 ปี 2566

AiO BOT สรุปด้วย AI(O) BOT

AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9613 out_tok=2706 at=2026-07-25T20:51:25 --> # MGC Q3/2566 กำไรสุทธิหด 77.7% กดดันจากต้นทุน-ค่าใช้จ่ายพุ่ง แม้รายได้รวมโต 3.5% ## ฝ่ายบริหารชี้ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ ขณะที่การเพิ่มทุน IPO หนุนส่วนผู้ถือหุ้นพุ่ง 187.7% บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีรายได้รวม 6,174.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 77.7% มาอยู่ที่ 30.1 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ที่ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากจากการเพิ่มทุน IPO ## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม ### 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ MGC ในไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 77.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 30.1 ล้านบาท มาจาก **การหดตัวของกำไรขั้นต้น 11.6%** และ **การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร** ซึ่งส่งผลให้กำไรจากกิจกรรมดำเนินงานลดลงถึง 46.9% แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้ 3.5% ### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น **กำไรขั้นต้นที่ลดลง** เกิดจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่ารายได้จากการขายสินค้าและบริการ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 9.8% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 8.4% ในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ **ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น** เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก: * **ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่เพิ่มขึ้น:** จากการว่าจ้างผู้บริหารและพนักงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ * **การแข่งขันด้านราคาและการตลาดที่เพิ่มขึ้น:** เนื่องจากตลาดรถยนต์มีการแข่งขันสูงและกำลังซื้อชะลอตัว บริษัทจึงต้องเพิ่มกิจกรรมการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า * **การขาดแคลนรถส่งมอบ:** โดยเฉพาะแบรนด์ Honda และ Harley Davidson ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ส่งผลกระทบต่อยอดขาย * **ค่าใช้จ่ายอื่นๆ:** เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ **ลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าใช้จ่ายพนักงานและการขยายสาขา อาจมีลักษณะต่อเนื่อง แต่ปัจจัยด้านการแข่งขันที่รุนแรง การชะลอตัวของกำลังซื้อ และการขาดแคลนรถส่งมอบบางรุ่น อาจเป็นปัจจัยชั่วคราวที่ส่งผลกระทบในไตรมาสนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้ระบุถึงการขาดแคลนรถส่งมอบแบรนด์ Honda และ Harley Davidson ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเสื่อมราคาจากการขยายสาขาใหม่ก็เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาในระยะยาว ## Highlight สำคัญ * **รายได้รวมเติบโต 3.5%:** อยู่ที่ 6,174.0 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ (BMW, Honda CR-V Gen 6) และกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย * **กำไรสุทธิลดลง 77.7%:** เหลือ 30.1 ล้านบาท เนื่องจากกำไรขั้นต้นหดตัวและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น * **กำไรขั้นต้นลดลง 11.6%:** อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 8.4% จาก 9.8% ในปีก่อน * **ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 187.7%:** เป็น 3,677.6 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน IPO * **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:** จาก 9.9 เท่า เหลือ 2.9 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ## ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 MGC มีรายได้รวม 6,174.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จาก 5,963.0 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่เติบโต 1.7% จากยอดขายรถยนต์ BMW และการเปิดตัว All-new Honda CR-V Gen 6 รวมถึงกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายและซ่อมบำรุงที่เติบโต 8.5% จากการขยายสาขาใหม่ อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นกลับลดลง 11.6% มาอยู่ที่ 517.2 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 9.8% เป็น 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 77.7% มาอยู่ที่ 30.1 ล้านบาท จาก 134.8 ล้านบาทในปีก่อน สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 18,449.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่เติบโต 10.1% จากยอดขาย BMW, Honda CR-V Gen 6 และเรือยอร์ช Azimut/Chris Craft รวมถึงกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายที่เติบโต 11.7% กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 11.1% มาอยู่ที่ 1,718.8 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 9.3% ทรงตัวจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือน ลดลง 23.8% มาอยู่ที่ 228.0 ล้านบาท จาก 299.4 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร รวมถึงรายการพิเศษในปี 2565 ที่ส่งผลให้กำไรสุทธิปีนี้ดูเหมือนลดลงมากกว่าความเป็นจริง ## โอกาส * **การเติบโตของกลุ่มธุรกิจยานยนต์:** การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รวมถึงการเติบโตของยอดขายเรือยอร์ช เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ * **การขยายธุรกิจบริการหลังการขาย:** การขยายสาขาใหม่ช่วยเพิ่มรายได้และส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ * **การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว:** ส่งผลดีต่อรายได้จากการเช่ารถยนต์ระยะสั้น * **ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น:** จากการเพิ่มทุน IPO ช่วยเพิ่มความสามารถในการลงทุนและลดภาระหนี้สิน ## ความเสี่ยง * **การแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์:** ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นและเพิ่มค่าใช้จ่ายทางการตลาด * **การชะลอตัวของกำลังซื้อ:** อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์และบริการ * **การขาดแคลนรถส่งมอบ:** โดยเฉพาะแบรนด์ Honda และ Harley Davidson อาจกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น * **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในงวด 9 เดือนจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา * **ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น:** เช่น ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภค ## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ * แนวโน้มการแข่งขันด้านราคาและกำลังซื้อในตลาดรถยนต์ * สถานการณ์การขาดแคลนรถส่งมอบของแบรนด์หลัก * ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจยานยนต์ โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและเรือยอร์ช * การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร * การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวและผลกระทบต่อธุรกิจเช่ารถยนต์ * การบริหารจัดการสินค้าคงคลังเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) ในไตรมาส 3 ปี 2566 กลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ยังคงเป็นรายได้หลักของ MGC โดยมียอดขายรถยนต์ BMW และ Honda CR-V Gen 6 เป็นปัจจัยขับเคลื่อน แม้ว่ารายได้จะเติบโต แต่การแข่งขันที่สูงและการชะลอตัวของกำลังซื้อส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นลดลง การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ต่อคัน แต่ก็ต้องบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายให้เหมาะสม กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายและซ่อมบำรุงเติบโตได้ดีจากการขยายสาขาใหม่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรค่อนข้างดี การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสั่งซื้อรถยนต์เพื่อเตรียมจำหน่ายในไตรมาสถัดไป ซึ่งสะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าเพื่อการจัดแสดงและเจ้าหนี้สินเชื่อสำหรับสินค้าเพื่อการจัดแสดง ## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 14,228.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดจากการ IPO, เงินลงทุนในกิจการร่วมค้า, สินทรัพย์สิทธิการใช้จากรถเช่าที่เพิ่มขึ้น และสินค้าเพื่อการจัดแสดงที่เพิ่มขึ้น หนี้สินรวมลดลง 4.5% มาอยู่ที่ 10,550.8 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวและระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 187.7% เป็น 3,677.6 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน IPO ทำให้ D/E Ratio ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.9 เท่า เหลือ 2.9 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นมาก อัตราส่วนสภาพคล่องปรับตัวดีขึ้นจาก 0.76 เป็น 0.89 เท่า และวงจรเงินสดลดลงเหลือ 9.3 วัน ## สรุปท้าย MGC ในไตรมาส 3 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนขายที่สูงขึ้นและการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้จากการจำหน่ายยานยนต์และบริการหลังการขาย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุน IPO ได้เข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะการเงินอย่างมาก โดยเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการแข่งขัน การบริหารจัดการต้นทุน และสถานการณ์การขาดแคลนรถส่งมอบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MGC ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
7,808.23 ล้านบาท
↑ 30.6% YoY
กำไรขั้นต้น
2,077.52 ล้านบาท
↑ 84.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.61 %
กำไรสุทธิ
921.55 ล้านบาท
↑ 867.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
11.80 %
D/E Ratio
2.69
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
7,808
↑ + 30.6% YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
2,078
↑ + 84.1% YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
922
↑ + 867.6% YoY
D/E Ratio
2.69

รายได้และกำไร (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.69
ROE (%)
28.87
ROA (%)
11.18
Book Value/หุ้น
5.12

สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MGC

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน —
9,035.24
+43.66%
6,289.21
-6.15%
6,701.52
+31.42%
5,099.23
-3.35%
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน —
10,003.30
+12.40%
8,899.36
+1.82%
8,740.58
+20.91%
7,228.97
+43.13%
รวมสินทรัพย์ —
19,038.54
+25.35%
15,188.57
-1.64%
15,442.10
+25.26%
12,328.19
+19.39%
รวมหนี้สินหมุนเวียน —
9,740.32
+31.24%
7,421.66
-1.48%
7,533.27
+14.98%
6,551.78
+3.15%
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน —
4,143.25
+3.17%
4,015.86
-4.18%
4,190.95
-6.83%
4,498.12
+46.71%
รวมหนี้สิน —
13,883.57
+21.39%
11,437.51
-2.45%
11,724.21
+6.10%
11,049.90
+17.33%
รวมส่วนของเจ้าของ —
5,154.97
+37.43%
3,751.05
+0.89%
3,717.89
+190.85%
1,273.68
+42.10%
D/E —
2.69
3.05
3.15
8.68
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น —
28.87
3.91
10.82
47.38
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ —
11.18
4.03
5.19
7.39
อัตราส่วนสภาพคล่อง —
0.93
0.85
0.89
0.78
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว —
0.41
0.37
0.40
0.37
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย —
29.69
30.42
0.00
0.00
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย —
74.59
67.06
0.00
0.00
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า —
75.97
81.27
0.00
0.00
วงจรเงินสด —
28.30
16.22
0.00
0.00
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,253
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-88
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท

กระแสเงินสด (ล้านบาท)

กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MGC

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน —
-1,252.83
+2,024.52%
-58.97
-97.57%
-2,425.06
-175.12%
3,228.44
เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน —
-87.82
-136.58%
240.05
-50.02%
480.26
-201.75%
-472.02
เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน —
2,231.84
+289.44%
573.09
-65.90%
1,680.67
-161.22%
-2,745.23
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) —
1,094.42
+118.98%
499.79
-289.22%
-264.13
-2,458.30%
11.20
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด —
1,305.29
+26.13%
1,034.85
+49.68%
691.36
+1.65%
680.16
+1.12%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด —
1,734.83
+32.91%
1,305.29
+26.13%
1,034.85
+49.68%
691.36
+1.65%