MGC
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
MGC
บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน)
SET · ยานยนต์
8.55
0.15 (1.72%)

สรุปงบการเงิน

ไตรมาสที่ 3 ปี 2566

AiO BOT สรุปด้วย AI(O) BOT

AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9613 out_tok=2706 at=2026-07-25T20:51:25 --> # MGC Q3/2566 กำไรสุทธิหด 77.7% กดดันจากต้นทุน-ค่าใช้จ่ายพุ่ง แม้รายได้รวมโต 3.5% ## ฝ่ายบริหารชี้ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ ขณะที่การเพิ่มทุน IPO หนุนส่วนผู้ถือหุ้นพุ่ง 187.7% บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีรายได้รวม 6,174.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 77.7% มาอยู่ที่ 30.1 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ที่ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากจากการเพิ่มทุน IPO ## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม ### 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ MGC ในไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 77.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 30.1 ล้านบาท มาจาก **การหดตัวของกำไรขั้นต้น 11.6%** และ **การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร** ซึ่งส่งผลให้กำไรจากกิจกรรมดำเนินงานลดลงถึง 46.9% แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้ 3.5% ### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น **กำไรขั้นต้นที่ลดลง** เกิดจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่ารายได้จากการขายสินค้าและบริการ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 9.8% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 8.4% ในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ **ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น** เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก: * **ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่เพิ่มขึ้น:** จากการว่าจ้างผู้บริหารและพนักงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ * **การแข่งขันด้านราคาและการตลาดที่เพิ่มขึ้น:** เนื่องจากตลาดรถยนต์มีการแข่งขันสูงและกำลังซื้อชะลอตัว บริษัทจึงต้องเพิ่มกิจกรรมการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า * **การขาดแคลนรถส่งมอบ:** โดยเฉพาะแบรนด์ Honda และ Harley Davidson ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ส่งผลกระทบต่อยอดขาย * **ค่าใช้จ่ายอื่นๆ:** เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ **ลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าใช้จ่ายพนักงานและการขยายสาขา อาจมีลักษณะต่อเนื่อง แต่ปัจจัยด้านการแข่งขันที่รุนแรง การชะลอตัวของกำลังซื้อ และการขาดแคลนรถส่งมอบบางรุ่น อาจเป็นปัจจัยชั่วคราวที่ส่งผลกระทบในไตรมาสนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้ระบุถึงการขาดแคลนรถส่งมอบแบรนด์ Honda และ Harley Davidson ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเสื่อมราคาจากการขยายสาขาใหม่ก็เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาในระยะยาว ## Highlight สำคัญ * **รายได้รวมเติบโต 3.5%:** อยู่ที่ 6,174.0 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ (BMW, Honda CR-V Gen 6) และกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย * **กำไรสุทธิลดลง 77.7%:** เหลือ 30.1 ล้านบาท เนื่องจากกำไรขั้นต้นหดตัวและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น * **กำไรขั้นต้นลดลง 11.6%:** อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 8.4% จาก 9.8% ในปีก่อน * **ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 187.7%:** เป็น 3,677.6 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน IPO * **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:** จาก 9.9 เท่า เหลือ 2.9 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ## ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 MGC มีรายได้รวม 6,174.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จาก 5,963.0 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่เติบโต 1.7% จากยอดขายรถยนต์ BMW และการเปิดตัว All-new Honda CR-V Gen 6 รวมถึงกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายและซ่อมบำรุงที่เติบโต 8.5% จากการขยายสาขาใหม่ อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นกลับลดลง 11.6% มาอยู่ที่ 517.2 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 9.8% เป็น 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 77.7% มาอยู่ที่ 30.1 ล้านบาท จาก 134.8 ล้านบาทในปีก่อน สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 18,449.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่เติบโต 10.1% จากยอดขาย BMW, Honda CR-V Gen 6 และเรือยอร์ช Azimut/Chris Craft รวมถึงกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายที่เติบโต 11.7% กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 11.1% มาอยู่ที่ 1,718.8 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 9.3% ทรงตัวจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือน ลดลง 23.8% มาอยู่ที่ 228.0 ล้านบาท จาก 299.4 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร รวมถึงรายการพิเศษในปี 2565 ที่ส่งผลให้กำไรสุทธิปีนี้ดูเหมือนลดลงมากกว่าความเป็นจริง ## โอกาส * **การเติบโตของกลุ่มธุรกิจยานยนต์:** การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รวมถึงการเติบโตของยอดขายเรือยอร์ช เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ * **การขยายธุรกิจบริการหลังการขาย:** การขยายสาขาใหม่ช่วยเพิ่มรายได้และส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ * **การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว:** ส่งผลดีต่อรายได้จากการเช่ารถยนต์ระยะสั้น * **ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น:** จากการเพิ่มทุน IPO ช่วยเพิ่มความสามารถในการลงทุนและลดภาระหนี้สิน ## ความเสี่ยง * **การแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์:** ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นและเพิ่มค่าใช้จ่ายทางการตลาด * **การชะลอตัวของกำลังซื้อ:** อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์และบริการ * **การขาดแคลนรถส่งมอบ:** โดยเฉพาะแบรนด์ Honda และ Harley Davidson อาจกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น * **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในงวด 9 เดือนจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา * **ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น:** เช่น ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภค ## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ * แนวโน้มการแข่งขันด้านราคาและกำลังซื้อในตลาดรถยนต์ * สถานการณ์การขาดแคลนรถส่งมอบของแบรนด์หลัก * ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจยานยนต์ โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและเรือยอร์ช * การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร * การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวและผลกระทบต่อธุรกิจเช่ารถยนต์ * การบริหารจัดการสินค้าคงคลังเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) ในไตรมาส 3 ปี 2566 กลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ยังคงเป็นรายได้หลักของ MGC โดยมียอดขายรถยนต์ BMW และ Honda CR-V Gen 6 เป็นปัจจัยขับเคลื่อน แม้ว่ารายได้จะเติบโต แต่การแข่งขันที่สูงและการชะลอตัวของกำลังซื้อส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นลดลง การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ต่อคัน แต่ก็ต้องบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายให้เหมาะสม กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายและซ่อมบำรุงเติบโตได้ดีจากการขยายสาขาใหม่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรค่อนข้างดี การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสั่งซื้อรถยนต์เพื่อเตรียมจำหน่ายในไตรมาสถัดไป ซึ่งสะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าเพื่อการจัดแสดงและเจ้าหนี้สินเชื่อสำหรับสินค้าเพื่อการจัดแสดง ## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 14,228.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดจากการ IPO, เงินลงทุนในกิจการร่วมค้า, สินทรัพย์สิทธิการใช้จากรถเช่าที่เพิ่มขึ้น และสินค้าเพื่อการจัดแสดงที่เพิ่มขึ้น หนี้สินรวมลดลง 4.5% มาอยู่ที่ 10,550.8 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวและระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 187.7% เป็น 3,677.6 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน IPO ทำให้ D/E Ratio ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.9 เท่า เหลือ 2.9 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นมาก อัตราส่วนสภาพคล่องปรับตัวดีขึ้นจาก 0.76 เป็น 0.89 เท่า และวงจรเงินสดลดลงเหลือ 9.3 วัน ## สรุปท้าย MGC ในไตรมาส 3 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนขายที่สูงขึ้นและการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้จากการจำหน่ายยานยนต์และบริการหลังการขาย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุน IPO ได้เข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะการเงินอย่างมาก โดยเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการแข่งขัน การบริหารจัดการต้นทุน และสถานการณ์การขาดแคลนรถส่งมอบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MGC ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
7,808.23 ล้านบาท
↑ 30.6% YoY
กำไรขั้นต้น
2,077.52 ล้านบาท
↑ 84.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.61 %
กำไรสุทธิ
921.55 ล้านบาท
↑ 867.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
11.80 %
D/E Ratio
2.69
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
7,808
↑ + 30.6% YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
2,078
↑ + 84.1% YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
922
↑ + 867.6% YoY
D/E Ratio
2.69

รายได้และกำไร (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.69
ROE (%)
28.87
ROA (%)
11.18
Book Value/หุ้น
5.12

สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MGC

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน
9,035.24
+43.66%
6,289.21
-6.15%
6,701.52
+31.42%
5,099.23
-3.35%
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
10,003.30
+12.40%
8,899.36
+1.82%
8,740.58
+20.91%
7,228.97
+43.13%
รวมสินทรัพย์
19,038.54
+25.35%
15,188.57
-1.64%
15,442.10
+25.26%
12,328.19
+19.39%
รวมหนี้สินหมุนเวียน
9,740.32
+31.24%
7,421.66
-1.48%
7,533.27
+14.98%
6,551.78
+3.15%
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน
4,143.25
+3.17%
4,015.86
-4.18%
4,190.95
-6.83%
4,498.12
+46.71%
รวมหนี้สิน
13,883.57
+21.39%
11,437.51
-2.45%
11,724.21
+6.10%
11,049.90
+17.33%
รวมส่วนของเจ้าของ
5,154.97
+37.43%
3,751.05
+0.89%
3,717.89
+190.85%
1,273.68
+42.10%
D/E
2.69
3.05
3.15
8.68
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
28.87
3.91
10.82
47.38
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์
11.18
4.03
5.19
7.39
อัตราส่วนสภาพคล่อง
0.93
0.85
0.89
0.78
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว
0.41
0.37
0.40
0.37
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย
29.69
30.42
0.00
0.00
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย
74.59
67.06
0.00
0.00
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า
75.97
81.27
0.00
0.00
วงจรเงินสด
28.30
16.22
0.00
0.00
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,253
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-88
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
ล้านบาท

กระแสเงินสด (ล้านบาท)

กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MGC

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน
-1,252.83
+2,024.52%
-58.97
-97.57%
-2,425.06
-175.12%
3,228.44
เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน
-87.82
-136.58%
240.05
-50.02%
480.26
-201.75%
-472.02
เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน
2,231.84
+289.44%
573.09
-65.90%
1,680.67
-161.22%
-2,745.23
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ)
1,094.42
+118.98%
499.79
-289.22%
-264.13
-2,458.30%
11.20
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด
1,305.29
+26.13%
1,034.85
+49.68%
691.36
+1.65%
680.16
+1.12%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด
1,734.83
+32.91%
1,305.29
+26.13%
1,034.85
+49.68%
691.36
+1.65%