บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน)
SET · เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
6.05
+0.05 (+0.83%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก ได้รับงานโครงการขนาดใหญ่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาทเข้ามาหลายโครงการ เริ่มมีสัดส่วนงานโครงการที่มีภาครัฐ เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างมากขึ้น โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้มีระยะเวลาดําเนินโครงการเฉลี่ย 3-5 ปี
นับว่าเป็นรายได้ที่สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเป็นต้นมา แม้ว่าอัตรากําไรขั้นต้นจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน
ณ สิ้นปี 2564 กลุ่มบริษัทฯมีมูลค่า backlog ระยะยาวสูงสุดถึง 5 ปี เป็นจํานวน รวม 6,384 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=12847 out_tok=2479 at=2026-07-27T10:53:55 -->
# SCGP กำไรสุทธิ Q2/64 พุ่ง 19% รับแรงหนุนรายได้โต 38% จากการขยายธุรกิจ
## รายได้และกำไรโตต่อเนื่องตามคาด ฝ่ายบริหารชี้การควบรวมกิจการและดีมานด์สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นปัจจัยหลัก
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีรายได้จากการขาย 29,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 2,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากการขยายธุรกิจทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการเติบโตของความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดโลก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SCGP ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือการเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPC) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (M&P) และการเติบโตจากภายใน (Organic growth) ประกอบกับความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก
**1) หัวใจคืออะไร**
หัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การเติบโตของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นถึง 38% YoY** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโต 19% YoY แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะทรงตัวที่ 21% แต่ EBITDA margin ลดลงจาก 23% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 19% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งได้ชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนไปได้มาก
**2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
การเติบโตของรายได้มาจากสองปัจจัยหลัก คือ:
* **การขยายธุรกิจแบบ Inorganic Growth:** การเข้าซื้อกิจการ SOVI และ Go-Pak ในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการประกาศเข้าถือหุ้น 75% ในกลุ่มบริษัท Intan Group ผู้นำบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในอินโดนีเซีย และ 85% ใน Deltalab ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ในยุโรปในช่วงไตรมาสนี้ ได้เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายและฐานลูกค้า
* **การเติบโตจากภายใน (Organic Growth):** การขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยและเวียดนาม รวมถึงการตอบสนองความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ และการฟื้นตัวของการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป
นอกจากนี้ สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FC) ยังมีผลประกอบการที่โดดเด่น โดยรายได้เพิ่มขึ้น 43% YoY และ EBITDA เพิ่มขึ้นถึง 645% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สู่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหาร ความต้องการเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้น และการปรับตัวของราคาเยื่อกระดาษ
**3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ COVID-19 จะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในบางภูมิภาค แต่ภาคอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยังคงมีความสำคัญต่อการบริโภคในอาเซียน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอเมริกาเหนือและยุโรปจะช่วยหนุนการส่งออกได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าระวางเรือ พลังงาน และวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่ง SCGP ได้วางแผนบริหารจัดการต้นทุนและหาแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายเพื่อลดผลกระทบ
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q2/64 เติบโต 38% YoY แตะ 29,895 ล้านบาท** จากการขยายธุรกิจและการฟื้นตัวของอุปสงค์
* **กำไรสุทธิ Q2/64 เพิ่มขึ้น 19% YoY เป็น 2,263 ล้านบาท** แม้ EBITDA margin จะลดลงเล็กน้อย
* **สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FC) โชว์ผลงานโดดเด่น** รายได้โต 43% YoY และ EBITDA โต 645% YoY
* **การเข้าซื้อกิจการใหม่ 2 แห่งในอินโดนีเซียและสเปน** ตอกย้ำกลยุทธ์ Inorganic Growth และการขยายสู่ตลาดใหม่
* **ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น** เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร แต่บริษัทมีกลยุทธ์บริหารจัดการวัตถุดิบ
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 1.2 เท่า ในปีก่อน เหลือ 0.6 เท่า ในไตรมาสนี้
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2564 SCGP มีรายได้จากการขายรวม 57,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% YoY และมีกำไรสุทธิ 4,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 8% ในขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2564 รายได้จากการขายอยู่ที่ 29,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% YoY และกำไรสุทธิ 2,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% YoY การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการขยายธุรกิจทั้งแบบ M&P และ Organic Growth รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออก
## โอกาส
* **การขยายธุรกิจผ่าน M&P:** การเข้าซื้อกิจการ Intan Group ในอินโดนีเซีย และ Deltalab ในยุโรป จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในตลาดใหม่และเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
* **การเติบโตจากภายใน:** การขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยและเวียดนาม รวมถึงการตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก
* **การปรับกลยุทธ์สู่บรรจุภัณฑ์อาหาร:** สายธุรกิจเยื่อและกระดาษมีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อเร่งขยายสัดส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก:** การเติบโตของภาคการบริโภคในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หนุนการส่งออกของ SCGP
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูง:** ยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรจากการผลิต
* **ความผันผวนของสถานการณ์ COVID-19:** การระบาดระลอกใหม่ในบางภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการบริโภค
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะมีการบริหารจัดการ แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงมีผลกระทบต่อผลประกอบการ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การบูรณาการกิจการที่เข้าซื้อมาใหม่:** ประสิทธิภาพในการผนึกกำลังและสร้าง Synergy จาก Intan Group และ Deltalab
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการบริหารจัดการแหล่งวัตถุดิบ
* **การเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหาร:** การขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนี้ และผลตอบรับจากตลาด
* **ความคืบหน้าโครงการขยายกำลังการผลิต:** การเดินหน้าตามแผนและผลตอบรับเชิงพาณิชย์
* **แนวโน้มค่าระวางเรือและราคาวัตถุดิบ:** ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)
* **การขยายธุรกิจแบบ M&P:** SCGP ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ M&P อย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าซื้อ Intan Group ในอินโดนีเซียเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษ และการเข้าซื้อ Deltalab ในสเปน เป็นการก้าวเข้าสู่ตลาดวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพ
* **การเติบโตจากภายใน:** การลงทุนขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยและเวียดนาม รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์และกระดาษบรรจุภัณฑ์ในหลายประเทศ สะท้อนการตอบสนองต่อดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น
* **การปรับโครงสร้างธุรกิจ:** การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารในสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ แสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** แม้ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น แต่ SCGP มีการบริหารจัดการแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย และการผนึกความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดผลกระทบ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 SCGP มีสินทรัพย์รวม 187,061 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากสิ้นปี 2563 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 54% ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่ 71,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากสิ้นปี 2563 โดยมีเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น 6% อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.2 เท่า เป็น 0.6 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 0.9 เท่า ลดลงจาก 3.1 เท่า ในปีก่อน
ในส่วนของกระแสเงินสด จากกิจกรรมดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3,352 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ขณะที่กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนสูงถึง 19,130 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินลงทุนเพื่อซื้อกิจการ
## สรุปท้าย
SCGP ในไตรมาส 2 ปี 2564 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการท่ามกลางความท้าทาย โดยเฉพาะการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งจากการขยายธุรกิจทั้งภายในและภายนอก ควบคู่ไปกับการตอบสนองต่อดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก แม้ต้นทุนการผลิตที่สูงจะเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไร แต่การเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ และการปรับกลยุทธ์ธุรกิจจะช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต ขณะที่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นจากการลดสัดส่วนหนี้สิน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการดำเนินงานต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MFEC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
1,856.32
ล้านบาท
↑ 8.7% YoY
กำไรขั้นต้น
344.25
ล้านบาท
↑ 25.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
18.55
%
กำไรสุทธิ
58.73
ล้านบาท
↑ 10.2% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.16
%
D/E Ratio
1.54
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,856
↑ + 8.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
344
↑ + 25.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
59
↑ + 10.2%
YoY
D/E Ratio
1.54
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MFEC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.54
ROE (%)
9.05
ROA (%)
4.98
Book Value/หุ้น
6.09
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MFEC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+672
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-105
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MFEC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
671.65
+81.08%
|
370.91
-6.39%
|
396.23
-5.69%
|
420.14
+156.57%
|
163.75
-129.74%
|
-550.66
-331.12%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-104.95
-230.75%
|
80.27
-106.41%
|
-1,252.88
+6,341.54%
|
-19.45
-133.79%
|
57.56
+284.25%
|
14.98
-289.38%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-67.82
-83.97%
|
-423.10
-157.47%
|
736.18
-624.64%
|
-140.32
+214.69%
|
-44.59
-124.38%
|
182.93
+74.77%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
498.87
+1,677.24%
|
28.07
-123.30%
|
-120.46
-145.38%
|
265.44
+50.20%
|
176.72
-151.22%
|
-344.99
-202.98%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
199.32
-22.22%
|
256.26
-9.12%
|
281.97
+98.79%
|
141.84
-18.49%
|
174.02
+5.06%
|
165.64
-49.19%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
615.74
+208.92%
|
199.32
-22.22%
|
256.26
-9.12%
|
281.97
+98.79%
|
141.84
-18.49%
|
174.02
-6.04%
|