บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
0.13
0.01 (7.14%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4343 out_tok=2884 at=2026-07-25T16:16:57 -->
# GJS พลิกกำไรสุทธิ 3,178 ล้านบาท ปี 64 รับราคาขาย HRC พุ่งแรง 73%
## รายได้-กำไรโตเด่น หลังราคาเหล็กโลกพุ่งสูง ขณะที่บริษัทเร่งชำระหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย
บริษัท จี เจสตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS รายงานผลประกอบการปี 2564 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 3,178 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 605 ล้านบาทในปี 2563 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายที่ 18,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายเฉลี่ยของเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 73% ขณะที่บริษัทได้มีการบริหารจัดการหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ GJS ในปี 2564 คือ **การปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาขายเฉลี่ย HRC ที่เพิ่มขึ้นถึง 73%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการขายที่พุ่งสูงขึ้น 61% เป็น 18,407 ล้านบาท และพลิกจากผลขาดทุนสุทธิ 605 ล้านบาทในปี 2563 มาเป็นกำไรสุทธิ 3,178 ล้านบาทในปี 2564 นอกจากนี้ **การบริหารจัดการหนี้สินอย่างแข็งแกร่ง** โดยการชำระคืนหนี้สินจำนวนมาก ยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การที่ราคาขายเฉลี่ย HRC ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในปี 2564 เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ **การบริโภคเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 31%** เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าการผลิตในประเทศจะเติบโตเพียง 14% แต่การนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 48% สะท้อนถึงอุปสงค์ที่สูงกว่าอุปทานในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้ราคาวัตถุดิบและราคาขายสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ในส่วนของการบริหารจัดการหนี้สิน บริษัทได้ใช้ผลกำไรที่เกิดขึ้นระหว่างปีในการ **ชำระคืนหนี้ทั้งหมด 35 ล้านเหรียญสหรัฐ และยกเลิกวงเงินสินเชื่อ Standby Letter of credit จำนวน 40 ล้านเหรียญสหรัฐ** รวมถึงการชำระคืนเงินกู้ยืมจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีเต็มจำนวน ส่งผลให้หนี้สินรวมลดลงถึง 64% และต้นทุนทางการเงินลดลง 109 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังมี **กำไรสุทธิจากการตัดจำหน่ายหนี้สินที่หมดอายุความจำนวน 279 ล้านบาท** ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่สนับสนุนผลกำไรในปีนี้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง แต่ต้องจับตาปัจจัยราคาวัตถุดิบและอุปสงค์** การที่ราคาขายเฉลี่ย HRC ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 เป็นผลจากสภาวะตลาดโลกที่เอื้ออำนวย ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่า "สภาพตลาดที่ไม่ดีในไตรมาสที่ 4 ปี 2564" อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตและการขายในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การบริโภคเหล็กที่ยังคงเติบโตและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ถึงความต้องการที่ยังคงมีอยู่
ส่วนการบริหารจัดการหนี้สินและการลดต้นทุนทางการเงินนั้น **มีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อเนื่อง** เนื่องจากบริษัทได้ดำเนินการชำระคืนหนี้สินจำนวนมากไปแล้ว ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง 1,428 ล้านบาท อาจเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับคำสั่งซื้อในอนาคต หรือเป็นผลจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง
## Highlight สำคัญ
* **พลิกกำไรสุทธิ 3,178 ล้านบาท:** จากขาดทุน 605 ล้านบาทในปี 2563
* **รายได้จากการขายพุ่ง 61%:** แตะ 18,407 ล้านบาท จากราคาขายเฉลี่ย HRC ที่เพิ่มขึ้น 73%
* **กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 3,851 ล้านบาท:** แม้ปริมาณขาย HRC ลดลง 45 พันตัน
* **หนี้สินรวมลดลง 64%:** เหลือ 783 ล้านบาท จาก 2,197 ล้านบาท
* **ต้นทุนทางการเงินลดลง 109 ล้านบาท:** จากการชำระคืนหนี้และยกเลิกวงเงินสินเชื่อ
* **บันทึกกำไรพิเศษ 279 ล้านบาท:** จากการตัดจำหน่ายหนี้สินที่หมดอายุความ
* **สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 1,428 ล้านบาท:** สะท้อนการบริหารจัดการวัตถุดิบ
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 บริษัท จี เจสตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS มีรายได้จากการขายรวม 18,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับ 11,379 ล้านบาทในปี 2563 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ย HRC ถึง 73% ขณะที่ปริมาณขาย HRC ลดลงเล็กน้อยจาก 709 พันตัน เป็น 664 พันตัน และปริมาณการผลิตลดลงจาก 718 พันตัน เป็น 671 พันตัน
อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 3,851 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ต้นทุนขายจะเพิ่มขึ้น 28% ตามราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 4,022 ล้านบาท จาก 171 ล้านบาทในปี 2563
กำไรสุทธิสำหรับปี 2564 อยู่ที่ 3,178 ล้านบาท พลิกกลับมาเป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง จากที่ขาดทุนสุทธิ 605 ล้านบาทในปี 2563 โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากกำไรสุทธิจากการตัดจำหน่ายหนี้สินที่หมดอายุความ 279 ล้านบาท และการลดลงของต้นทุนทางการเงิน 109 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 272 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากโครงการจ่ายผลตอบแทนแบบจูงใจ
## โอกาส
* **การบริโภคเหล็กในประเทศที่เพิ่มขึ้น:** การที่ปริมาณการบริโภคเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศเพิ่มขึ้น 31% บ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรม
* **การบริหารจัดการหนี้สินที่แข็งแกร่ง:** การชำระคืนหนี้สินจำนวนมากช่วยลดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
* **การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง:** อาจเป็นการเตรียมพร้อมรับคำสั่งซื้อในอนาคต หรือการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบในช่วงที่ราคาผันผวน
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ราคาขายจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นก็เป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไร
* **สภาพตลาดที่ไม่ดีในไตรมาส 4 ปี 2564:** ฝ่ายจัดการระบุถึงสภาพตลาดที่ไม่ดีในช่วงปลายปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายและการผลิตในระยะสั้น
* **การพึ่งพิงการนำเข้า:** การนำเข้าเหล็กที่เพิ่มขึ้นถึง 48% สะท้อนว่าการผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงด้านการพึ่งพิงตลาดภายนอก
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคา HRC และวัตถุดิบ:** ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็กโลกและราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
* **ปริมาณการขายและการผลิต:** สังเกตการณ์การฟื้นตัวของปริมาณการขายและการผลิตหลังจากการปิดซ่อมบำรุงและสภาวะตลาดในช่วงปลายปี
* **ระดับสินค้าคงคลัง:** ตรวจสอบว่าการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังเป็นการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ หรือเป็นผลจากอุปสงค์ที่ชะลอตัว
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ติดตามค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด
* **การชำระคืนหนี้สินเพิ่มเติม:** ประเมินผลกระทบจากการลดลงของหนี้สินต่อฐานะการเงินและต้นทุนทางการเงินในอนาคต
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**Utilization และ Order Book:** เอกสารระบุว่าปริมาณการผลิต HRC ลดลง 47 พันตัน และปริมาณขายลดลง 45 พันตัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากการปิดโรงงานประจำปีเพื่อซ่อมบำรุงและการที่สภาพตลาดไม่ดีในไตรมาส 4 ปี 2564 ซึ่งบ่งชี้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization) อาจยังไม่เต็มที่ และอาจมีผลต่อ Backlog หรือ Order Book ในช่วงปลายปี
**ราคาวัตถุดิบและ GPM:** ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 28% แต่ราคาขายเฉลี่ย HRC ที่เพิ่มขึ้นถึง 73% ทำให้ GPM เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 3,851 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรหลัก
**การส่งออก:** ข้อมูลระบุว่าปริมาณส่งออก HRC เพิ่มขึ้น 188% จาก 0.02 ล้านตัน เป็น 0.05 ล้านตัน ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงมาก แต่ยังคงมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการบริโภคโดยรวม
**ค่าเงิน:** เอกสารไม่ได้ระบุถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง แต่การชำระคืนหนี้สินเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม
**สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 1,428 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 121%
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 16,622 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,765 ล้านบาท จากปีก่อน โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 121% เป็น 3,647 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง 1,428 ล้านบาท และเงินสดและเงินฝากธนาคาร 694 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 2% จากค่าเสื่อมราคา
หนี้สินรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 1,413 ล้านบาท หรือ 64% เหลือ 783 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนอยู่ที่ 649 ล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียน 134 ล้านบาท การลดลงนี้เป็นผลมาจากการชำระคืนเงินกู้ยืมจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันเต็มจำนวน, หนี้สินจากการยกเลิกแผนฟื้นฟูกิจการ, ดอกเบี้ยค้างจ่าย และเจ้าหนี้การค้า
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 3,178 ล้านบาท หรือ 25% เป็น 15,839 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับผลกำไรสุทธิสำหรับปี
## สรุปท้าย
GJS พลิกฟื้นผลประกอบการได้อย่างโดดเด่นในปี 2564 ด้วยกำไรสุทธิ 3,178 ล้านบาท โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการพุ่งขึ้นของราคาขาย HRC ที่ 73% ประกอบกับการบริหารจัดการหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้อย่างมาก แม้ปริมาณการผลิตและการขายจะลดลงเล็กน้อยจากปัจจัยด้านการซ่อมบำรุงและสภาวะตลาดในช่วงปลายปี แต่การบริโภคเหล็กในประเทศที่เติบโตและการบริหารจัดการหนี้สินที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยบวกที่น่าจะส่งผลดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของราคาวัตถุดิบและแนวโน้มอุปสงค์ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ GJS ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
2,934.02
ล้านบาท
↑ 14.1% YoY
กำไรขั้นต้น
-64.01
ล้านบาท
↓ 77.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-2.18
%
กำไรสุทธิ
-180.31
ล้านบาท
↓ 52.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-6.15
%
D/E Ratio
0.05
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,934
↑ + 14.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-64
↓ -77.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-180
↓ -52.3%
YoY
D/E Ratio
0.05
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — GJS
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.05
ROE (%)
-9.65
ROA (%)
-8.58
Book Value/หุ้น
0.40
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — GJS
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+807
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-997
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — GJS
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
806.85
-215.55%
|
-698.29
+8.21%
|
-645.32
-71.56%
|
-2,269.30
+252.52%
|
-643.73
+3,638.27%
|
-17.22
-76.70%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-996.60
-147.07%
|
2,117.10
+885.57%
|
214.81
+119.15%
|
98.02
+581.17%
|
14.39
-112.79%
|
-112.54
+510.97%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
2.98
+26.27%
|
2.36
-14.18%
|
2.75
-155.67%
|
-4.94
-99.61%
|
-1,265.34
+574.09%
|
-187.71
+232.58%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-186.78
-113.14%
|
1,421.18
-432.23%
|
-427.77
-79.72%
|
-2,109.22
+305.35%
|
-520.34
+63.91%
|
-317.46
+113.42%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
664.96
-70.29%
|
2,238.46
+1.05%
|
2,215.29
+176.75%
|
800.47
+650.98%
|
106.59
-74.86%
|
424.06
+110.94%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
1,097.65
+65.07%
|
664.96
-70.29%
|
2,238.46
+1.05%
|
2,215.29
+176.75%
|
800.47
+650.98%
|
106.59
-74.86%
|