KGI ปรับเพิ่มคำแนะนำ HMPRO เป็น Outperform ชูจุดเด่นปันผลหนุนราคาหุ้น
ไฮไลท์สำคัญ
บริษัทหลักทรัพย์ KGI ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น HMPRO ขึ้นเป็น Outperform โดยคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ไว้ที่ 7.20 บาท ซึ่งประเมินมูลค่าด้วยวิธี PER ที่ 16.0 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังของกลุ่มบริษัทระดับโลก 0.5 S.D.) แม้ภาพรวมผลประกอบการในระยะสั้นจะยังเผชิญความท้าทาย แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาทำให้มี Upside สูงถึง 14% และยังมีความน่าสนใจจาก อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับ 5-6% ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักช่วยพยุงราคาหุ้นในภาวะที่การเติบโตของกำไรยังจำกัด
วิเคราะห์สถานการณ์และผลประกอบการ
แนวโน้มกำไรในไตรมาส 3/2569 ของ HMPRO ถือว่ามีความน่าสนใจน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่ม เนื่องจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ยังคงอ่อนแอ โดยรูปแบบร้าน HomePro มียอด SSSG ติดลบในระดับเลขหลักเดียวต่ำถึงกลางในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาและช่องทางออนไลน์ รวมถึงการหมดสต็อกสินค้าต้นทุนต่ำ ส่งผลให้กำไรเติบโตได้เพียงในระดับเลขหลักเดียวกลางๆ เท่านั้น ทั้งนี้ KGI คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 5,715 ล้านบาท และคาดว่าจะฟื้นตัวสู่ 6,008 ล้านบาทในปี 2570 โดยมีกลยุทธ์การขยายสาขา Mega Home เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในระยะยาว แต่ในระยะสั้นผลบวกดังกล่าวยังต้องใช้เวลาในการรับรู้
ข้อสังเกตจากการดำเนินงาน
แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) จะฟื้นตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน แต่ HMPRO ยังไม่ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ เนื่องจากรูปแบบร้าน HomePro เผชิญความท้าทายด้านอุปสงค์มาอย่างต่อเนื่องถึง 11 ไตรมาสติดต่อกัน (นับตั้งแต่ไตรมาส 3/2566) นอกจากนี้ สัดส่วนสินค้า House Brand ในรูปแบบ HomePro ยังเติบโตได้จำกัดเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังนิยมแบรนด์เชิงพาณิชย์มากกว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD to Equity) อยู่ที่ 0.7 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 22% ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาว
สรุปภาพรวมการลงทุน
ในภาพรวม KGI มองว่า HMPRO เข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่ (Mature Stage) โดยการเติบโตของกำไรจะมาจาก การควบคุมต้นทุนและการขยายมาร์จิ้นเพียงเล็กน้อย เป็นหลัก สำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำและมีเงินปันผลสม่ำเสมอ หุ้นตัวนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยมีความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การขยายสาขาที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และระดับสินค้าคงคลังที่สูงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคตได้