เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PHOL กำไร Q2/2569 โต 21.92% รับอานิสงส์ยอดขายกลุ่ม SAFETY พุ่ง
ข่าวสาร

PHOL กำไร Q2/2569 โต 21.92% รับอานิสงส์ยอดขายกลุ่ม SAFETY พุ่ง

PHOL P/E 9.62 YIELD 7.49
59 นาที 18:29 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมโต 13% หนุนกำไรสุทธิเพิ่ม 3.31 ล้านบาท ขณะที่ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยบวกจากความต้องการสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล และสถานการณ์ตะวันออกกลาง

บริษัท ผลธัญญะ จำกัด (มหาชน) หรือ PHOL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 279.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 18.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.92% หรือ 3.31 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 15.10 ล้านบาท การเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าหลักด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม (SAFETY) รวมถึงปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นการสั่งซื้อสินค้า

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ PHOL ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขายในกลุ่มสินค้า SAFETY ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ โดยรายได้รวมเติบโต 12.98% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 21.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเติบโตของรายได้ในกลุ่ม SAFETY มาจากหลายปัจจัยสนับสนุน ได้แก่:

  • การพัฒนาและเพิ่มสินค้าใหม่: โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) เช่น ถุงมือและรองเท้าเซฟตี้ ที่บริษัทพัฒนาแบรนด์ของตนเองให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและราคา
  • การนำเสนอสินค้าเพิ่มเติมในฐานลูกค้าเดิมและการขยายฐานลูกค้าใหม่: ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการขยายฐานลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ
  • ปัจจัยภายนอกกระตุ้นการสั่งซื้อ: สถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะสงครามในตะวันออกกลางในช่วงปลายไตรมาส 1 ส่งผลให้ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับราคาและภาวะขาดแคลนสินค้า จึงมีการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ยอดขายในกลุ่ม SAFETY เพิ่มขึ้น 16.05% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในหมวด PPE นอกจากนี้ การที่บริษัทมีอัตรากำไรที่ดีขึ้นจากสินค้าใหม่และสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมีสัดส่วนการขายเพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนกำไรขั้นต้นให้เติบโต 16.77% และส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.92%

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก

จากข้อมูลในเอกสาร ฝ่ายจัดการระบุว่ามีการพัฒนาสินค้าใหม่และขยายช่องทางการขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กระตุ้นการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจมีความผันผวนและไม่แน่นอน การที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติเนื่องจากความกังวล อาจเป็นลักษณะชั่วคราว ดังนั้น การเติบโตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าเดิม การขยายฐานลูกค้าใหม่ และการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง

Highlight สำคัญ

  • รายได้รวม Q2/2569 อยู่ที่ 279.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.98% YoY จาก 247.66 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ Q2/2569 อยู่ที่ 18.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.92% YoY จาก 15.10 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 27.87% จาก 26.97% ในปีก่อน
  • กลุ่มสินค้า SAFETY เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก มียอดขายเพิ่มขึ้น 16.05% YoY จากการพัฒนาสินค้าใหม่และการขยายฐานลูกค้า
  • ต้นทุนขายและบริหารเพิ่มขึ้นตามรายได้ โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.52% YoY ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายผันแปรตามรายได้และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
  • สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 12.81% เป็น 572.97 ล้านบาท จาก 507.90 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 เนื่องจากความกังวลด้านการขนส่งและต้นทุนนำเข้า

ภาพรวมผลประกอบการ

บริษัท ผลธัญญะ จำกัด (มหาชน) หรือ PHOL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 279.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.15 ล้านบาท หรือ 12.98% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 247.66 ล้านบาท การเติบโตของรายได้มาจากทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SAFETY ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 77.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.20 ล้านบาท หรือ 16.77% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 27.87% จาก 26.97% ในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขาย การมีสัดส่วนการขายสินค้าใหม่และสินค้าที่มีอัตรากำไรดีเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนขายส่วนหนึ่งยังคงเป็นต้นทุนสินค้าที่มีอยู่ในสต็อก

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 5.36 ล้านบาท หรือ 10.52% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามรายได้จากการขาย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าตอบแทนพนักงานขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและค่าส่งเสริมการขาย

ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2 ปี 2569 เท่ากับ 18.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.31 ล้านบาท หรือ 21.92% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15.10 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 6.54% เพิ่มขึ้นจาก 6.01% ในปีก่อน

สำหรับภาพรวม 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 540.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.38% และมีกำไรสุทธิ 38.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.00%

โอกาส

  • การพัฒนาสินค้าใหม่และแบรนด์ของตนเอง: ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างอัตรากำไรที่ดีขึ้น
  • การขยายฐานลูกค้าและช่องทางการขาย: ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง รวมถึงการใช้ช่องทางออนไลน์และ Marketplace
  • การเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง: เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center, อุตสาหกรรมอาหารและยานยนต์
  • การรับรู้รายได้จากงานประมูลภาครัฐ: โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทางการแพทย์ เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง: โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและอัตรากำไร
  • ภาวะการขาดแคลนสินค้า: อาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายนอก ส่งผลต่อการส่งมอบสินค้าและรายได้
  • การแข่งขันในตลาด: โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า SAFETY และ PPE ที่มีผู้เล่นจำนวนมาก
  • การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ: ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย
  • การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังอาจส่งผลต่อต้นทุนการจัดเก็บและโอกาสในการเกิดสินค้าล้าสมัย

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มยอดขายกลุ่มสินค้า SAFETY: โดยเฉพาะในกลุ่ม PPE และการเติบโตจากสินค้าใหม่
  • ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ: ต่อราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และการสั่งซื้อของลูกค้า
  • การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: โดยเฉพาะการระบายสินค้าที่เพิ่มขึ้น
  • การขยายช่องทางขายออนไลน์และ Marketplace: และผลตอบรับจากลูกค้า
  • การเติบโตของกลุ่มสินค้า CE: โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center
  • การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพื่อควบคุมต้นทุนให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

Utilization, Order Book, ราคาวัตถุดิบ, GPM, ส่งออก, ค่าเงิน, สินค้าคงคลัง:

  • Utilization: ไม่ได้ระบุในเอกสาร
  • Order Book: ไม่ได้ระบุในเอกสาร แต่มีการกล่าวถึงการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากลูกค้าเนื่องจากความกังวลด้านราคาและภาวะขาดแคลน
  • ราคาวัตถุดิบ: มีการกล่าวถึงความผันผวนของต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า
  • GPM: ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 27.87% จาก 26.97% YoY โดยมีปัจจัยจากการขายสินค้าใหม่และสินค้าที่มี GPM สูง
  • ส่งออก: ไม่ได้ระบุในเอกสาร
  • ค่าเงิน: มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 0.15 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน
  • สินค้าคงคลัง: เพิ่มขึ้น 12.81% เป็น 572.97 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/2569 จาก 507.90 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 เนื่องจากความกังวลด้านการขนส่งและต้นทุนนำเข้า ทำให้บริษัทสั่งซื้อสินค้าสำรองเพิ่มขึ้น

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

สินทรัพย์: ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 729.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.93% จากสิ้นปี 2568 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 12.81% หลักจากลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลงเล็กน้อย 3.28%

หนี้สิน: หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 20.12% เป็น 225.22 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 31.07% หลักจากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการสั่งซื้อ

ส่วนของผู้ถือหุ้น: เพิ่มขึ้น 2.03% เป็น 422.50 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 โดยมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น แต่ถูกหักล้างด้วยการจ่ายเงินปันผล

กระแสเงินสด: สำหรับ 6 เดือนแรกปี 2569 มีเงินสดสุทธิใช้ไปจากกิจกรรมดำเนินงาน 6.37 ล้านบาท เนื่องจากมีสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น แม้จะมีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้นมาช่วยก็ตาม กิจกรรมลงทุนใช้เงินสด 1.08 ล้านบาท และกิจกรรมจัดหาเงินใช้เงินสด 4.80 ล้านบาท จากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและเงินปันผล โดยมีเงินกู้ยืมระยะสั้นเข้ามาช่วย

อัตราส่วนทางการเงิน:

  • สภาพคล่อง: อัตราส่วนสภาพคล่อง (2.54 เท่า) และสภาพคล่องหมุนเวียนเร็ว (1.19 เท่า) ยังอยู่ในระดับดี แต่ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน
  • หนี้สินต่อทุน: เพิ่มขึ้นเป็น 0.73 เท่า จาก 0.65 เท่าในปีก่อน บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของหนี้สินเมื่อเทียบกับส่วนทุน
  • ความสามารถในการทำกำไร: อัตรากำไรขั้นต้น (27.87%), อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (8.41%) และอัตรากำไรสุทธิ (6.54%) ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน
  • ประสิทธิภาพการดำเนินงาน: ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (59.46 วัน) และระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (130.10 วัน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการที่อาจต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

สรุปท้าย

PHOL ในไตรมาส 2 ปี 2569 สามารถพลิกฟื้นผลประกอบการให้เติบโตได้อย่างน่าพอใจ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ยอดขายกลุ่มสินค้า SAFETY ที่เติบโตแข็งแกร่งจากการพัฒนาสินค้าใหม่และการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นการสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความต่อเนื่องของการเติบโตในระยะถัดไป

ยังไม่มีความคิดเห็น