AIT กำไร Q2/2569 ทรงตัวเล็กน้อย รับรายได้โครงการหนุน แต่ต้นทุนพุ่งกระทบ GPM
รายได้รวมทรงตัว YoY เหตุปัจจัยภายนอกกดดัน ขณะที่กำไรสุทธิปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากการบริหารค่าใช้จ่าย
บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 1,727.16 ล้านบาท ลดลง 2.20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 2.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 144.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.22% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 0.83% จากปีก่อน โดยฝ่ายจัดการระบุว่าภาพรวมการดำเนินงานไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากสภาพการแข่งขันและลักษณะงานโครงการยังคงเดิม แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลก
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เทคโนโลยี
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการ AIT ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ รายได้รวมที่ทรงตัวแต่มีแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ากำไรสุทธิจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อนก็ตาม โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) และวิกฤตพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและขนส่ง
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าของหลายรายการเกิดจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Material Shortage รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสินค้าต่างๆ สูงขึ้น นอกจากนี้ ต้นทุนอุปกรณ์สำหรับให้เช่าในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังเพิ่มขึ้นจากค่าบำรุงรักษาที่สูงขึ้นตามอายุการใช้งาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 20.58% ใน Q2/68 เป็น 19.29% ใน Q2/69
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อน มาจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลง 23.66% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569 และลดลง 13.09% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน และการบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 2 ปี 2568 ที่ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริหาร ในขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งแสดงในรายได้อื่น นอกจากนี้ การลดลงของค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนกำไรสุทธิด้วย
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตามปัจจัยกดดัน
จากข้อมูลในเอกสาร ระบุว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เช่น Material Shortage และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และคาดว่าปัญหาการขาดแคลนชิปอาจยาวนานถึงปี 2571 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาและระยะเวลาการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น แรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นจึงมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ระบุถึงมาตรการบริหารความเสี่ยง เช่น การวางแผนจัดซื้อ การหาแหล่งสินค้า การประสานงานกับผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน (Hedging Instruments) และการบริหารบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (FCD) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง แต่ความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขาย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกเหล่านี้
Highlight สำคัญ
- รายได้รวมทรงตัว: รายได้รวม Q2/69 อยู่ที่ 1,727.16 ล้านบาท ลดลง 2.20% QoQ และ 2.12% YoY
- กำไรสุทธิเพิ่มเล็กน้อย: กำไรสุทธิ Q2/69 อยู่ที่ 144.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.22% QoQ และ 0.83% YoY
- GPM ลดลง: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 20.13% ใน Q1/69 และ 20.58% ใน Q2/68 มาอยู่ที่ 19.29% ใน Q2/69
- ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น: สาเหตุหลักจาก Material Shortage และวิกฤตพลังงาน ส่งผลกระทบต่อต้นทุน
- ค่าใช้จ่ายบริหารลดลง: ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 23.66% QoQ และ 13.09% YoY
- ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น: ยอดลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 32.43% จาก Q4/68 เป็น 2,117.01 ล้านบาท เนื่องจากกระบวนการรับชำระเงินจากภาครัฐล่าช้า
- เงินสดลดลง: เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 25.56% จาก Q4/68 เป็น 1,879.26 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากการจ่ายเงินปันผล
ภาพรวมผลประกอบการ
AIT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 1,727.16 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อน โดยฝ่ายจัดการระบุว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากสภาพการแข่งขันและลักษณะงานโครงการยังคงเดิม อย่างไรก็ตาม ต้นทุนในการดำเนินงานมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนสินค้าที่ได้รับผลกระทบจาก Material Shortage และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 20.13% ในไตรมาส 1 ปี 2569 และ 20.58% ในไตรมาส 2 ปี 2568 มาอยู่ที่ 19.29% ในไตรมาส 2 ปี 2569
แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง แต่กำไรสุทธิกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 144.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.22% QoQ และ 0.83% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการใช้ประโยชน์ทางภาษีสำหรับรายการสำรองในอดีต
ในด้านฐานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมลดลง 2.27% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการจ่ายเงินปันผล และการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นที่เพิ่มขึ้น 32.43% เนื่องจากกระบวนการรับชำระเงินจากลูกค้าภาครัฐที่ใช้เวลานานขึ้น
โอกาส
- โครงการภาครัฐต่อเนื่อง: การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้การจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐมีแนวโน้มต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยเฉพาะโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีมูลค่าสูง
- การพัฒนาเทคโนโลยี: บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีระดับโลก การพัฒนาบุคลากร การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
- การบริหารความเสี่ยง: การบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ นโยบายภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี อัตราแลกเปลี่ยน และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงปัจจัยภายในด้านทรัพยากรบุคคล จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ความเสี่ยง
- ความขัดแย้งระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลก: สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ตลาดพลังงานผันผวน กระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน
- เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ: โครงการส่วนใหญ่ของบริษัทฯ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ ความต่อเนื่องของนโยบายและการเบิกจ่ายงบประมาณจึงเป็นปัจจัยสำคัญ
- การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี: อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บริษัทฯ ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: การนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนและอัตรากำไร
- การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน: การขาดแคลนชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาและระยะเวลาการส่งมอบยาวนานขึ้น
- การบริหารทรัพยากรบุคคล: การรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญในธุรกิจเทคโนโลยี แม้บริษัทฯ จะมีกระบวนการทดแทนที่ราบรื่น แต่การแข่งขันในการหาบุคลากรยังคงมีอยู่
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบ: ติดตามสถานการณ์ Material Shortage และผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศต่อต้นทุนการดำเนินงาน
- การบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาขาย หรือการบริหารต้นทุนภายในเพื่อรักษา GPM
- กระแสการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ: การติดตามความคืบหน้าของโครงการภาครัฐและนโยบายที่เกี่ยวข้อง
- การบริหารจัดการลูกหนี้การค้า: ความคืบหน้าในการรับชำระเงินจากลูกค้าภาครัฐ และผลกระทบต่อกระแสเงินสด
- การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่: ความคืบหน้าในการพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
- การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: ประสิทธิภาพของเครื่องมือ Hedging และการบริหาร FCD ในการลดผลกระทบจากค่าเงิน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)
AIT ในฐานะผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Material Shortage และความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและปัญหา Supply Chain Disruption ทั่วโลก สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงทรงตัวได้จากการดำเนินงานตามปกติของโครงการต่างๆ
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วน ส่งผลให้กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในด้านการเงิน บริษัทฯ มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ การลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงินปันผล และการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าที่สะท้อนถึงระยะเวลาการเก็บเงินที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะจากลูกค้าภาครัฐ ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการตรวจรับและอนุมัติการจ่ายเงินที่ใช้เวลานานกว่าปกติ
การที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 6,391.16 ล้านบาท ลดลง 2.27% จากสิ้นปี 2568 โดยมีรายการสำคัญคือ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 25.56% จากการจ่ายเงินปันผล 322 ล้านบาท และการรับชำระเงินจากลูกหนี้การค้าที่ล่าช้า ส่งผลให้ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 32.43%
หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,405.10 ล้านบาท ลดลง 4.55% จากสิ้นปี 2568 โดยหนี้สินที่เกิดจากสัญญาเพิ่มขึ้นจากการรับเงินล่วงหน้างานโครงการใหม่ ขณะที่หนี้สินหมุนเวียนอื่นและหนี้สินภายใต้สัญญาการจัดการทางการเงินลดลง
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 0.85% จากสิ้นปี 2568 เนื่องจากการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.60 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่มั่นคง แสดงถึงการพึ่งพาเงินทุนจากผู้ถือหุ้นเป็นหลัก และมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยที่สูงมาก (38.58 เท่าใน Q2/69) สะท้อนถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งและสามารถแปลงเป็นกระแสเงินสดได้ดี
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (Quick Ratio) อยู่ที่ 2.10 เท่า แสดงถึงสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการชำระหนี้สินหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสดติดลบ (-0.05 เท่า) บ่งชี้ถึงการใช้เงินสดไปกับการดำเนินงานที่มากกว่าที่สร้างขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและต้นทุนบริการจ่ายล่วงหน้า
สรุปท้าย
AIT ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น Material Shortage และวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดี ทำให้กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้รวมยังคงทรงตัวได้จากโครงการที่ดำเนินงานอยู่ การบริหารจัดการลูกหนี้การค้าที่ล่าช้าและการจ่ายเงินปันผลส่งผลให้เงินสดลดลง แต่ฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องเพียงพอ การติดตามสถานการณ์ต้นทุนและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป