TK กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 80% รายได้รวมวูบ 14% รับพิษดอกเบี้ย-คุมเข้มสินเชื่อ
รายได้-กำไรหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจและนโยบายคุมเข้มสินเชื่อ ขณะที่ต้นทุนการเงินและหนี้สูญเพิ่มขึ้น
บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 23.3 ล้านบาท ลดลงถึง 80.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 421.8 ล้านบาท ลดลง 14.3% ปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ TK ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก รายได้รวมที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้สูญและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้า รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากการดำเนินนโยบายที่ระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการคือ การหดตัวของรายได้จากการดำเนินงานหลัก โดยเฉพาะรายได้ค่าเช่าซื้อที่ลดลง 15.8% และรายได้อื่นๆ ที่ลดลง 12.3% ส่งผลให้รายได้รวมลดลง 14.3% ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายรวมกลับเพิ่มขึ้น 7.3% โดยมีปัจจัยหลักมาจาก หนี้สูญและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น 7.3% และ ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 10.5% แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารจะลดลง 20.0% จากการบริหารจัดการต้นทุนและนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ผลกระทบจากปัจจัยลบข้างต้นมีน้ำหนักมากกว่า ทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 80.2%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของรายได้ค่าเช่าซื้อเป็นผลโดยตรงจาก ประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา (สคบ.) ที่ควบคุมธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 มกราคม 2566 ประกอบกับ นโยบายของบริษัทที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เพื่อลดความเสี่ยง จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2566 การที่ขนาดพอร์ตสินเชื่อลดลงส่งผลให้ หนี้สูญรับคืนลดลง แต่ในขณะเดียวกัน หนี้สูญและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้ากลับเพิ่มขึ้น ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินเกิดจากการ กู้เงินในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าบริษัทจะมีเงินสดและเงินฝากในระดับสูง แต่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อผลกำไร
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตาม จากเอกสารระบุว่าบริษัทได้ปรับนโยบายและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยควบคุมคุณภาพการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 เพื่อลดต้นทุนด้าน Credit cost และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทได้ เพิ่มบริการอื่นนอกเหนือจากธุรกิจให้เช่าซื้อ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียวในระยะกลางถึงยาว อย่างไรก็ตาม การประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อจาก ธปท. ในเดือนพฤศจิกายน 2566 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 80.2% อยู่ที่ 23.3 ล้านบาท จาก 117.5 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2565
- รายได้รวมลดลง 14.3% อยู่ที่ 421.8 ล้านบาท จาก 492.3 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2565
- รายได้ค่าเช่าซื้อลดลง 15.8% อยู่ที่ 306.7 ล้านบาท จาก 364.3 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 7.3% อยู่ที่ 374.0 ล้านบาท จาก 348.6 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากหนี้สูญและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 20.0% อยู่ที่ 214.8 ล้านบาท จาก 268.7 ล้านบาท จากการบริหารจัดการต้นทุนและนำเทคโนโลยีมาใช้
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 10.5% อยู่ที่ 9.5 ล้านบาท จาก 8.6 ล้านบาท เนื่องจากการกู้เงินในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
- ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิรวม 4,190.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จาก 4,158.6 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 จากนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด
- D/E Ratio อยู่ที่ 0.17 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.14 เท่า ณ สิ้นปี 2565
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK มีกำไรสุทธิ 23.3 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 80.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 117.5 ล้านบาท รายได้รวมอยู่ที่ 421.8 ล้านบาท ลดลง 14.3% จาก 492.3 ล้านบาท โดยรายได้ค่าเช่าซื้อซึ่งเป็นรายได้หลักลดลง 15.8% ขณะที่รายได้อื่นๆ ลดลง 12.3% ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 7.3% โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สูญและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้า และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น แม้ว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารให้ลดลงได้ 20.0% แต่ผลกระทบจากปัจจัยลบข้างต้นทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลงอย่างมาก
โอกาส
- การเพิ่มบริการสินเชื่อใหม่: บริษัทได้เพิ่มบริการสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ นอกเหนือจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์
- การปรับตัวตามกฎหมายใหม่: บริษัทมีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่จาก ธปท. ที่จะออกมาในเดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว
- การนำเทคโนโลยีมาใช้: การนำ Digital Technology มาใช้ในการบริหารจัดการช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยลบต่างๆ เช่น ต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
- การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์กำกับดูแล: การประกาศใช้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อจาก ธปท. อาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจและต้นทุนการดำเนินงาน
- การเพิ่มขึ้นของหนี้สูญ: การที่หนี้สูญและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ผลกระทบจากประกาศหลักเกณฑ์ ธปท. ว่าด้วยธุรกิจเช่าซื้อ: ติดตามรายละเอียดและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท
- แนวโน้มหนี้สูญและ NPL: การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรองหนี้สูญอย่างเหมาะสม
- การเติบโตของรายได้จากสินเชื่อประเภทใหม่: ประสิทธิภาพในการขยายฐานลูกค้าและสร้างรายได้จากสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน และนาโนไฟแนนซ์
- ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงาน
- ยอดขายรถจักรยานยนต์และรถยนต์: เป็นปัจจัยสำคัญต่อปริมาณสินเชื่อเช่าซื้อในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในไตรมาส 2 ปี 2566 TK เผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายประการ โดยเฉพาะการประกาศควบคุมสัญญาธุรกิจเช่าซื้อจาก สคบ. และนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของบริษัทเอง ส่งผลให้ รายได้ค่าเช่าซื้อลดลง 15.8% ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท การที่บริษัทมีนโยบายลดความเสี่ยงโดยการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% อยู่ที่ 4,190.6 ล้านบาท แม้ว่า Coverage Ratio จะอยู่ที่ 109.9% ซึ่งถือว่าเพียงพอ แต่ หนี้สูญและผลขาดทุนจากการด้อยค่าของลูกหนี้การค้ากลับเพิ่มขึ้น 7.3% สะท้อนถึงความเปราะบางของลูกหนี้บางกลุ่มจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินก็ปรับตัวสูงขึ้น 10.5% จากการกู้เงินในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ ไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 6,556.9 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.02% จากสิ้นปี 2565 ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 18.6% อยู่ที่ 949.1 ล้านบาท ส่งผลให้ D/E Ratio เพิ่มขึ้นจาก 0.14 เท่า เป็น 0.17 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ แสดงถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่มีประสิทธิภาพ บริษัทมีสถานะเงินสดและเงินฝากประมาณ 1,899.8 ล้านบาท ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องในการดำเนินงาน
สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ TK ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือการปรับตัวรับมือกับปัจจัยลบทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การกำกับดูแล และต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้หลักหดตัวและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แม้ว่าบริษัทจะมีความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนและขยายบริการสินเชื่อใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาว แต่ความท้าทายจากหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การปรับตัวตามกฎเกณฑ์ใหม่ของ ธปท. และการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อทางเลือกจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูผลประกอบการในอนาคต