SUTHA Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 116% ต้นทุนพุ่งกดดันมาร์จิ้น
ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง-ราคาขายปรับขึ้นไม่ทัน ฉุดกำไรสุทธิ SUTHA Q2/2566 พลิกขาดทุน
บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน) หรือ SUTHA รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า ขณะที่การปรับขึ้นราคาขายสินค้ายังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิโดยรวม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้ผลประกอบการของ SUTHA ในไตรมาส 2 ปี 2566 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิง (ถ่านหิน, ปิโตรเลียมโค้ก) และค่าไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.5-2.0 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตพลังงาน และค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 25% ใน Q2/2565 เหลือ 19% ใน Q2/2566 และทำให้บริษัทมี ผลขาดทุนสุทธิ 4.03 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2566 เทียบกับกำไร 25.94 ล้านบาทในปีก่อน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า วิกฤตต้นทุนพลังงานทั่วโลกที่พุ่งสูงตั้งแต่ปี 2565 ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงปี 2566 โดยต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนอื่นๆ เช่น น้ำมันดีเซล ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายคงที่ที่แปรผันตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้บริษัทจะพยายามส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นผ่านการปรับราคาขายสินค้า แต่การปรับขึ้นราคาขายยังไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมดทันที โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักจากเตา (ปูนขาวและปูนโดโลไมท์) ที่ปริมาณขายลดลง 27% YoY ทำให้รายได้ลดลงเพียง 12% ซึ่งสะท้อนว่าการปรับราคาขายยังไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ยังมีรายการพิเศษคือ การบันทึกค่าเผื่อการปรับลดราคาทุนสำหรับสินค้าในส่วนงานทำเหมืองหินปูน ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและบริการให้สูงขึ้นอีก
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่มีปัจจัยบรรเทา
ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงจะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญในครึ่งหลังของปี 2566 และปี 2567 โดยคาดว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับ "ความปกติใหม่" ใกล้เคียงกับปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น การใช้โครงการ FLEX-FUEL เพื่อกระจายการใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสม การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 2.5 เมกะวัตต์ และพิจารณาโครงการเพิ่มอีก 1.0 เมกะวัตต์ รวมถึงการกลับมานำเข้าถ่านหินเพื่อบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาด นอกจากนี้ การเพิ่มทุนที่แล้วเสร็จในไตรมาส 2 จะช่วยลดภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงิน ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อกำไรในระยะยาวได้
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2566 ลดลง 12% YoY อยู่ที่ 338.21 ล้านบาท จากปริมาณขายผลิตภัณฑ์จากเตา (ปูนขาว, ปูนโดโลไมท์) ที่ลดลง และอุปสงค์ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กที่อ่อนแอ
- ขาดทุนสุทธิ Q2/2566 ที่ 4.03 ล้านบาท พลิกจากกำไร 25.94 ล้านบาทใน Q2/2565 สาเหตุหลักจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- อัตรากำไรขั้นต้น Q2/2566 หดตัวลงเหลือ 19% จาก 25% ในปีก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
- EBITDA Q2/2566 ลดลง 46% YoY อยู่ที่ 36.80 ล้านบาท จากผลกระทบของต้นทุนที่สูงขึ้นและรายการพิเศษ
- ภาพรวม 6 เดือนแรกปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 18.35 ล้านบาท ลดลง 68% YoY จากกำไร 58.13 ล้านบาท โดยมีรายการพิเศษที่กระทบต่อผลประกอบการ
- การเพิ่มทุน 249 ล้านบาทแล้วเสร็จ เพื่อลดภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงิน รวมถึงรองรับการลงทุนในอนาคต
- การต่ออายุสัมปทานเหมืองหินปูนและหินอ่อน 20 ปี สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะยาว
ภาพรวมผลประกอบการ
งวด 3 เดือน (Q2/2566 vs Q2/2565):
- รายได้รวมลดลง 12% มาอยู่ที่ 338.21 ล้านบาท
- ต้นทุนขายและบริการลดลง 6% มาอยู่ที่ 271.39 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 25% เป็น 19%
- EBITDA ลดลง 46% มาอยู่ที่ 36.80 ล้านบาท
- ขาดทุนสุทธิ 4.03 ล้านบาท พลิกจากกำไร 25.94 ล้านบาท
งวด 6 เดือน (6M/2566 vs 6M/2565):
- รายได้รวมลดลง 2% มาอยู่ที่ 761.87 ล้านบาท
- ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 1% มาอยู่ที่ 579.95 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 26% เป็น 23%
- EBITDA ลดลง 24% มาอยู่ที่ 109.33 ล้านบาท
- ขาดทุนสุทธิ 18.35 ล้านบาท ลดลง 68% จากกำไร 58.13 ล้านบาท
โอกาส
- การฟื้นตัวของตลาดส่งออก: ต้นทุนการขนส่งกลับสู่ระดับปกติ และค่าเงินบาทอ่อนค่าช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
- การเติบโตในตลาดใหม่: อุตสาหกรรมอิฐมวลเบา, เคมีภัณฑ์, การพัฒนาส่วนผสมผลิตภัณฑ์เพื่อการปรับสภาพหน้าดิน
- การพัฒนาพลังงานชีวมวล: มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
- การเพิ่มกำลังการผลิต: การลงทุนในสายการผลิตที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาจะพร้อมใช้ใน Q3/2566
- ความมั่นคงด้านวัตถุดิบ: การต่ออายุสัมปทานเหมืองหินปูนและหินอ่อน 20 ปี
ความเสี่ยง
- ต้นทุนเชื้อเพลิงและพลังงานที่ผันผวน: ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญในครึ่งหลังของปี 2566 และปี 2567
- การแข่งขันในตลาด: การนำเข้าสินค้าทดแทน เช่น MSB ในตลาดโดไลม์ และการแข่งขันด้านราคา
- อุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แน่นอน: บางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น การก่อสร้างถนน และหินอ่อน ยังคงซบเซา
- ความล่าช้าของโครงการ: โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์โครงการสาม ขึ้นอยู่กับการได้รับใบอนุญาตและอนุมัติจาก BOI
- ความผันผวนของค่าเงินบาท: แม้ปัจจุบันจะช่วยส่งเสริมการส่งออก แต่การแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วอาจกระทบต่อการแข่งขัน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและพลังงาน: จะส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นในระยะต่อไป
- ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย: การปรับราคาขายจะสามารถครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
- การเติบโตของตลาดส่งออก: โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ความคืบหน้าของโครงการลงทุน: เช่น โซลาร์รูฟท็อปเพิ่มเติม และการสร้างเตาเผาใหม่ลำดับที่ 8
- การบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนทางการเงิน: หลังจากการเพิ่มทุน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่กล่าวถึงปริมาณการขายผลิตภัณฑ์หลักจากเตา (ปูนขาวและปูนโดโลไมท์) ลดลง 27% YoY ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลงและอาจส่งผลต่อ Utilization Rate
- Order Book: ไม่ได้ระบุถึง Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มอิฐมวลเบาที่ทำผลงานได้ดี และคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น
- ราคาวัตถุดิบ: ต้นทุนเชื้อเพลิง (ถ่านหิน, ปิโตรเลียมโค้ก) และค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- GPM: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 25% ใน Q2/2565 เป็น 19% ใน Q2/2566
- การส่งออก: มีแนวโน้มดีขึ้นจากการกลับสู่ระดับปกติของต้นทุนขนส่ง และค่าเงินบาทอ่อนค่า
- ค่าเงิน: ค่าเงินบาทอ่อนค่า (34-35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) ช่วยส่งเสริมการส่งออก แต่ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะลดลง และเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นในปี 2567
- สินค้าคงคลัง: มีการซื้อเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตใน 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับสินค้าคงคลัง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.76% มาอยู่ที่ 2,201.49 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/2566
- หนี้สินรวม: ลดลง 18% มาอยู่ที่ 1,217.89 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/2566 จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืม
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: เพิ่มขึ้น 37% มาอยู่ที่ 983.60 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/2566 จากการเพิ่มทุน
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio): ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 1.48 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เป็น 1.24 เท่า ณ สิ้น Q2/2566 (คำนวณจาก Debt 1,217.89 / Equity 983.60)
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: สุทธิใช้ไป 5.58 ล้านบาทใน Q2/2566 เทียบกับได้มา 28.61 ล้านบาทใน Q2/2565 โดยมีสาเหตุจากการซื้อเชื้อเพลิงล่วงหน้าและยอดลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น
- กระแสเงินสดจากการลงทุน: ใกล้เคียงปีก่อน
- กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน: ได้มา 9.57 ล้านบาทใน Q2/2566 เทียบกับใช้ไป 71.48 ล้านบาทใน Q2/2565 จากการเพิ่มทุนและการจ่ายคืนเงินกู้
สรุปท้าย
SUTHA เผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงและพลังงาน ซึ่งส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิและอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก แม้จะมีความพยายามในการปรับขึ้นราคาขายและบริหารจัดการต้นทุน แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุนที่แล้วเสร็จจะช่วยลดภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินในระยะยาว ประกอบกับโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดส่งออกและแผนการขยายตลาดใหม่ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในอนาคต แต่ยังคงต้องจับตาแนวโน้มต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อในประเทศอย่างใกล้ชิด