SVR กำไรสุทธิ Q2/2566 พุ่ง 66.6% รับแรงหนุนรายได้โอนโครงการอสังหาฯ
รายได้โต 79% จาก 3 โครงการหลัก หนุนกำไรสุทธิพุ่งแรง ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายบริหารจัดการได้ดี
บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ SVR รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 289.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 23.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 66.57% ปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SVR ในไตรมาส 2/2566 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นถึง 66.57% โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 79.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้หลักมาจากการ รับรู้รายได้ของโครงการที่เพิ่มขึ้นจาก 3 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการสิวารมณ์ เนเจอร์พลัส (อัสสัมชัญ-ศรีราชา), โครงการสิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท - บางปู) และโครงการสิวารมณ์ วิลเลจ (สุขุมวิท-บางปู58) รวมถึงการขายที่ดินรอการพัฒนาในจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีการรับรู้รายได้จาก 5 โครงการ ซึ่งเป็นการขยายฐานรายได้ให้กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีการรับรู้รายได้จาก 4 โครงการ
แม้ต้นทุนขายจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการ อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ได้ดี โดยในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 73.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 55.29 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อรายได้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากปัจจัยดังนี้:
- การรับรู้รายได้จากหลายโครงการ: การมีโครงการที่หลากหลายและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่องจาก 5 โครงการในช่วงหกเดือนแรกของปี 2566 บ่งชี้ถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ในระยะต่อไป
- การพัฒนาโครงการเพิ่ม: การที่บริษัทมีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก 2 โครงการ เพื่อรองรับยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการวางแผนเพื่ออนาคต
- การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย: การที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อรายได้รวมลดลง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการรักษาอัตรากำไรในอนาคต
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2566 พุ่ง 79.29% YoY แตะ 289.66 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ Q2/2566 เติบโต 66.57% YoY อยู่ที่ 23.28 ล้านบาท
- รายได้ 6 เดือนแรกปี 2566 โต 70.29% YoY อยู่ที่ 504.12 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกโต 96.49% YoY อยู่ที่ 47.50 ล้านบาท
- อัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น จาก 8.17% ในปีก่อน เป็น 9.43% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566
- ต้นทุนทางการเงินลดลง 3.14 ล้านบาทใน Q2/2566 เทียบกับปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 289.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79.29% เมื่อเทียบกับ 161.55 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2565 ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 23.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.57% เมื่อเทียบกับ 13.98 ล้านบาทในปีก่อน
ในส่วนของงวดหกเดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 504.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.29% เมื่อเทียบกับ 296.03 ล้านบาทในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 47.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.49% เมื่อเทียบกับ 24.17 ล้านบาทในปีก่อน โดยอัตรากำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 8.17% เป็น 9.43%
โอกาส
- การรับรู้รายได้จากโครงการที่เพิ่มขึ้น: การมีโครงการที่หลากหลายและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากหลายโครงการเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันรายได้และกำไร
- การพัฒนาโครงการใหม่: การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 2 โครงการ สะท้อนถึงการมองหาโอกาสในการเติบโตและขยายฐานลูกค้า
- การบริหารต้นทุนทางการเงิน: การลดลงของต้นทุนทางการเงินช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
ความเสี่ยง
- การพึ่งพารายได้จากโครงการหลัก: แม้จะมีหลายโครงการ แต่การรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 3 โครงการหลักใน Q2/2566 อาจบ่งชี้ถึงการพึ่งพารายได้จากโครงการเหล่านี้ หากโครงการใดมีปัญหาอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวม
- การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ: สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 31.89% เป็นผลมาจากการพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น ซึ่งหากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า อาจส่งผลต่อภาระต้นทุนและสภาพคล่อง
- หนี้สินเพิ่มขึ้น: หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 200.94 ล้านบาท โดยเฉพาะหนี้สินไม่หมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น 190.25 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการออกหุ้นกู้ ซึ่งต้องบริหารจัดการภาระดอกเบี้ยและการชำระคืน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ยอดขาย (Presale) และ Backlog: ติดตามยอดขายใหม่และการรับรู้รายได้จาก Backlog ในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินความต่อเนื่องของรายได้
- ความคืบหน้าของโครงการใหม่: ความคืบหน้าในการพัฒนาและเปิดขายโครงการใหม่ 2 โครงการที่กำลังดำเนินการ
- การบริหารจัดการหนี้สิน: การติดตามระดับหนี้สินรวมและภาระดอกเบี้ย โดยเฉพาะหนี้สินไม่หมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น
- อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิ: การรักษาหรือปรับปรุงอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
การรับรู้รายได้: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/2566 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้ของโครงการที่เพิ่มขึ้นจาก 3 โครงการหลัก และการขายที่ดินรอการพัฒนาในจังหวัดภูเก็ต สำหรับงวดหกเดือนแรก รายได้เติบโตจากการขายโครงการทุกประเภท ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มฐานรายได้
ต้นทุนและกำไรขั้นต้น: ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นตามรายได้ แต่บริษัทสามารถรักษาและเพิ่มกำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ได้ แสดงถึงการบริหารจัดการต้นทุนโครงการได้ดี
ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร: แม้ค่าใช้จ่ายรวมจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับรายได้รวมแล้ว สัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้
ต้นทุนทางการเงิน: ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/2566 และงวดหกเดือนแรกของปี 2566 ซึ่งเป็นผลดีต่อกำไรสุทธิ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
สินทรัพย์รวม: เพิ่มขึ้น 39.26% ณ สิ้น Q2/2566 เทียบกับสิ้นปี 2565 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นมากจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ (เพิ่ม 31.89%) ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น 2 โครงการ
หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 200.94 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/2566 เทียบกับสิ้นปี 2565 โดยหนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นสูงถึง 190.25 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการออกหุ้นกู้ 218.40 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น: เพิ่มขึ้น 272.43 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/2566 เทียบกับสิ้นปี 2565 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขายหุ้น IPO และกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
กระแสเงินสด: บริษัทมีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน 242.23 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (331.90 ล้านบาท) ในขณะที่ได้รับเงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน 384.20 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน IPO และการออกหุ้นกู้
สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SVR ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการที่เพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีโอกาสในการเติบโตต่อเนื่องจากการพัฒนาโครงการใหม่ แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ทั้งในเรื่องของระดับสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการออกหุ้นกู้ นักลงทุนควรติดตามยอดขายและ Backlog รวมถึงความคืบหน้าของโครงการใหม่เพื่อประเมินแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไป