STP กำไร Q2/2566 พุ่ง 33.1% รับอานิสงส์คำสั่งซื้อลูกค้าฟื้น
รายได้โตตามคำสั่งซื้อใหม่ หนุนกำไรไตรมาส 2 พุ่ง ขณะที่การลงทุนโรงงานใหม่คืบหน้า
บริษัท สหไทยการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ STP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 18.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6 ล้านบาท หรือ 33.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการที่เติบโต 9.9% จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นทั้งจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ขณะที่การก่อสร้างโรงงานใหม่และการติดตั้งเครื่องจักรใหม่คืบหน้าตามแผน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ STP ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การฟื้นตัวของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 33.1% ปัจจัยนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานปกติที่กลับมาดีขึ้น
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้มาจากการที่ ยอดสั่งซื้อจากลูกค้าหลักและลูกค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงการได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่ที่เริ่มทยอยเข้ามา ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการสินค้าที่กลับมาฟื้นตัว นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจาก รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น 19.3% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการบันทึกกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 2.7 ล้านบาท แม้ว่าจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 1.2 ล้านบาทก็ตาม
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่โรงงานใหม่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยและเครื่องจักรใหม่ 2 เครื่องได้ติดตั้งแล้ว โดย 1 เครื่องเริ่มผลิตแล้ว และอีก 1 เครื่องอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต แม้ว่าการย้ายเครื่องจักรเก่าบางส่วนไปโรงงานใหม่ในไตรมาส 3 อาจทำให้กำลังการผลิตยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนั้น แต่การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตนี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิไตรมาส 2/2566 เติบโต 33.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 18.5 ล้านบาท
- รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 9.9% เป็น 113.9 ล้านบาท จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น
- โรงงานใหม่และเครื่องจักรใหม่ติดตั้งเสร็จ พร้อมเริ่มผลิตบางส่วน หนุนการขยายกำลังการผลิตในอนาคต
- ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2566 กำไรลดลง 49.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ที่ลดลง 25.0%
- สินทรัพย์รวมลดลง 3.9% จากการขายเงินลงทุนระยะสั้นเพื่อชำระค่าก่อสร้างโรงงานใหม่และซื้อเครื่องจักร
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 113.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.1% เป็น 18.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 กำไรสุทธิลดลง 40.9% หรือ 12.9 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการลดลง 21.3% จากยอดสั่งซื้อของลูกค้าหลักที่ลดลง สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 กำไรสุทธิลดลง 49.3% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่ลดลง 25.0%
โอกาส
- การขยายกำลังการผลิต: การก่อสร้างโรงงานใหม่เสร็จสิ้นและเครื่องจักรใหม่ 2 เครื่องติดตั้งแล้ว 1 เครื่องเริ่มผลิต และอีก 1 เครื่องอยู่ระหว่างทดสอบระบบ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
- การได้ลูกค้ารายใหม่: การมีคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่ที่เริ่มทยอยเข้ามา บ่งชี้ถึงการขยายฐานลูกค้าและโอกาสในการเติบโต
- การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อ: การที่คำสั่งซื้อจากลูกค้าหลักและลูกค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 สะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมและกำลังซื้อ
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของคำสั่งซื้อจากลูกค้าหลัก: การที่รายได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเนื่องจากยอดสั่งซื้อของลูกค้าหลักมีปริมาณลดลง แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้ากลุ่มใหญ่
- การย้ายเครื่องจักร: การย้ายเครื่องจักรเก่าบางส่วนไปโรงงานใหม่ในไตรมาส 3 อาจส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตในช่วงดังกล่าว ทำให้การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตยังไม่เป็นไปอย่างมีนัยสำคัญ
- ราคาวัตถุดิบ: แม้สถานการณ์กระดาษขาดตลาดจะคลี่คลายลง แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มคำสั่งซื้อ: การเติบโตของคำสั่งซื้อจากลูกค้าหลักและลูกค้าใหม่ในไตรมาสถัดไป
- การเดินเครื่องจักรใหม่: ประสิทธิภาพและกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจากการเดินเครื่องจักรใหม่ทั้ง 2 เครื่อง
- ผลกระทบจากการย้ายเครื่องจักร: การบริหารจัดการช่วงการย้ายเครื่องจักรในไตรมาส 3 เพื่อลดผลกระทบต่อการผลิต
- การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ: การจัดการต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะกระดาษ ท่ามกลางความผันผวนของราคา
- การรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์: ความต่อเนื่องของรายได้อื่นจากการขายสินทรัพย์
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization: ฝ่ายจัดการระบุว่าการย้ายเครื่องจักรเก่าบางส่วนไปโรงงานใหม่ในไตรมาส 3 จะทำให้กำลังการผลิตในช่วงดังกล่าว "ยังไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ" ซึ่งบ่งชี้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization) อาจยังไม่เต็มที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ แต่การมีเครื่องจักรใหม่พร้อมเดินเครื่องจะช่วยเพิ่มศักยภาพในระยะยาว
- Order Book: การเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อจากลูกค้าหลักและลูกค้าใหม่ในไตรมาส 2 เป็นสัญญาณบวกต่อ Order Book ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การลดลงของคำสั่งซื้อจากลูกค้าหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนยังเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง
- ราคาวัตถุดิบ: เอกสารระบุว่าสถานการณ์กระดาษขาดตลาดคลี่คลายลงและราคากลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิต
- GPM: เอกสารไม่ได้ระบุ Gross Profit Margin (GPM) โดยตรง แต่การที่รายได้เพิ่มขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบคลี่คลายลง น่าจะส่งผลดีต่อ GPM หากไม่มีปัจจัยอื่นกดดัน
- ส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออก หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกโดยตรง
- ค่าเงิน: มีการกล่าวถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ไม่ได้ระบุผลกระทบต่อภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ
- สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือลดลง 15.0 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากการลดลงของวัตถุดิบ 9.8 ล้านบาท เนื่องจากหยุดมาตรการจัดเก็บในปริมาณเกินปกติ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวมลดลง 3.9% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 34.2% จากการขายเงินลงทุนระยะสั้น 162.6 ล้านบาท เพื่อชำระค่าก่อสร้างโรงงานใหม่และซื้อเครื่องจักร และสินค้าคงเหลือลดลง 15.0 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 41.5% จากการก่อสร้างอาคารโรงงานใหม่และเครื่องจักรใหม่
หนี้สินรวมลดลง 19.6% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของเจ้าหนี้การค้า การชำระคืนเงินกู้ยืม และการชำระหนี้สินตามสัญญาเช่า
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1.2% จากสิ้นปี 2565 แม้จะมีการจ่ายเงินปันผล แต่ได้รับการชดเชยจากการเพิ่มขึ้นของผลประกอบการในงวด 6 เดือนแรกปี 2566
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 39.0 ล้านบาท แต่มีการใช้เงินสดไปในกิจกรรมการลงทุน 9.9 ล้านบาท (ส่วนใหญ่จากการก่อสร้างโรงงานและซื้อเครื่องจักร) และกิจกรรมจัดหาเงิน 43.5 ล้านบาท (ส่วนใหญ่จากการชำระคืนเงินกู้ยืมและจ่ายเงินปันผล) ทำให้เงินสดคงเหลือสุทธิอยู่ที่ 24.3 ล้านบาท
สรุปท้าย
การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อลูกค้าและการเดินหน้าโครงการขยายกำลังการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้กำไรสุทธิของ STP ในไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าภาพรวม 6 เดือนแรกยังคงเผชิญแรงกดดันจากยอดสั่งซื้อที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรใหม่ รวมถึงการได้ลูกค้ารายใหม่ เป็นสัญญาณบวกต่อโอกาสการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าหลักและการบริหารจัดการช่วงการย้ายเครื่องจักรยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด