SIAM สรุปผลประกอบการ Q2/2566
SIAM พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/66 เป็นกำไร 22 ล้านบาท รับแรงหนุนรายได้รวมโต 9%
ฝ่ายบริหาร SIAM (บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้รวม 9% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ผนังกั้นน้ำและอาคารสำเร็จรูป ประกอบกับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ SIAM พลิกจากขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2565 มาเป็นกำไรสุทธิ 22 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การพลิกฟื้นของอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 8% เป็น 16% ควบคู่ไปกับการ เพิ่มขึ้นของรายได้รวม 9% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผนังกั้นน้ำและอาคารสำเร็จรูป
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การพลิกฟื้นของอัตรากำไรขั้นต้นเกิดจากการบริหารต้นทุนขายและบริการที่มีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนขายรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0% ในขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 9% ทำให้อัตราส่วนต้นทุนขายรวมต่อรายได้รวมลดลงจาก 92% ในปีก่อนหน้า เหลือ 84% ในไตรมาสปัจจุบัน นอกจากนี้ รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นถึง 104% ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยสนับสนุนผลกำไรโดยรวมอีกด้วย
สำหรับรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 9% มาจาก:
- รายได้จากการขายเฟอร์นิเจอร์ อาคารสำเร็จรูปอเนกประสงค์และผนังกั้นน้ำในประเทศ เพิ่มขึ้น 14% คิดเป็น 56 ล้านบาท
- รายได้จากการให้บริการรับเหมาก่อสร้างในประเทศ ลดลง 32% คิดเป็น 10 ล้านบาท
- รายได้กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน ลดลง 88% คิดเป็น 7 ล้านบาท
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการมีแผนพัฒนาบุคลากรด้านการตลาดและการผลิต เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงในอนาคต แม้ว่ารายได้จากกลุ่มพลังงานทดแทนจะลดลงในไตรมาสนี้ แต่การมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดในกลุ่มหลัก (ผนังกั้นน้ำและอาคารสำเร็จรูป) ประกอบกับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ น่าจะช่วยรักษาโมเมนตัมของอัตรากำไรที่ดีไว้ได้
Highlight สำคัญ
- พลิกมีกำไรสุทธิ: ไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
- รายได้รวมเติบโต: รายได้รวมอยู่ที่ 470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จาก 431 ล้านบาทในปีก่อน
- อัตรากำไรขั้นต้นพุ่ง: อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 8% เป็น 16%
- รายได้อื่นเติบโตโดดเด่น: รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 104% จาก 23 ล้านบาท เป็น 47 ล้านบาท
- ต้นทุนขายคุมได้: ต้นทุนขายรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0% แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหารคงที่: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 8% โดยอัตราส่วนต่อรายได้รวมคงที่ที่ 25%
ภาพรวมผลประกอบการ
งบการเงินรวมของบริษัทฯ ในไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 431 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้กลุ่มผลิตภัณฑ์ผนังกั้นน้ำและอาคารสำเร็จรูปในประเทศ ซึ่งเติบโต 14% เป็น 448 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนลดลง 88% และรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างลดลง 32%
ต้นทุนขายรวมอยู่ที่ 397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0% ทำให้ต้นทุนขายต่อรายได้รวมลดลงจาก 92% ในปีก่อนเหลือ 84% ในไตรมาสนี้ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมเพิ่มขึ้นถึง 109% จาก 35 ล้านบาท เป็น 73 ล้านบาท และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นจาก 8% เป็น 16%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 8% เป็น 117 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับรายได้รวมแล้ว อัตราส่วนยังคงอยู่ที่ 25% เช่นเดียวกับปีก่อน
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 22% เป็น 22 ล้านบาท
ส่งผลให้บริษัทฯ พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 176% จากที่ขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 4.68% เทียบกับอัตราขาดทุนสุทธิ 6.73% ในปีก่อน
โอกาส
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: บริษัทมีแผนเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย
- การขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน: เป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงในอนาคต
- การฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศ: สถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น
- การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ: ช่วยรักษาอัตรากำไรให้ดีอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยง
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ: อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายภาครัฐ คำสั่งซื้อ และภาคอุตสาหกรรม
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ (เหล็ก): อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและคำสั่งซื้อ
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: เงินบาทแข็งค่าอาจส่งผลให้ยอดขายลดลงและเสียความสามารถในการแข่งขัน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้กลุ่มผลิตภัณฑ์ผนังกั้นน้ำและอาคารสำเร็จรูป: จะสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
- ความคืบหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: จะสามารถสร้างยอดขายได้มากน้อยเพียงใด
- การลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน: จะสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายและสร้างความมั่นคงในอนาคตได้หรือไม่
- การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ (เหล็ก): จะสามารถควบคุมต้นทุนได้ท่ามกลางความผันผวนของราคาหรือไม่
- ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก: การเมืองในประเทศ, ตลาดต่างประเทศ, และอัตราแลกเปลี่ยน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค คือ เฟอร์นิเจอร์ อาคารสำเร็จรูปอเนกประสงค์และผนังกั้นน้ำในประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักและมีการเติบโตที่โดดเด่นในไตรมาสนี้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 14% เป็น 448 ล้านบาท การเติบโตนี้สะท้อนถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศได้เป็นอย่างดี
แม้ว่าเอกสารจะไม่ได้ระบุถึง SSS (Same-Store Sales) หรือ Market Share โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้ในกลุ่มนี้บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของ Volume หรือการเพิ่มขึ้นของราคาขาย หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน ฝ่ายจัดการได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาบุคลากรด้านการตลาดและการผลิต รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด รวมถึงการเพิ่มยอดขายในระยะยาว
ในด้านต้นทุน แม้ต้นทุนขายรวมจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (0%) แต่การที่รายได้เพิ่มขึ้น 14% ในกลุ่มนี้ ส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ โดยรวม
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากสิ้นปีก่อน โดยมีสินค้าคงเหลือสุทธิเพิ่มขึ้น 15% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงานทดแทน และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 43% จากสินทรัพย์สิทธิการใช้จากการเช่าระยะยาว
หนี้สินรวมอยู่ที่ 848 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากสิ้นปีก่อน โดยมีเงินกู้ยืมระยะสั้นจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกันเพิ่มขึ้น 33% และเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 38% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจปกติ
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 2,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1% จากสิ้นปีก่อน เนื่องจากผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิในไตรมาสนี้
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 37 ล้านบาท จากการบริหารจัดการเจ้าหนี้การค้าและหนี้สินหมุนเวียนอื่นที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดจากการลงทุนติดลบ 17 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการซื้อทรัพย์สินถาวร
สภาพคล่องโดยรวมยังคงดี แม้อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนและเงินทุนหมุนเวียนเร็วจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังอยู่ในระดับที่แสดงถึงสภาพคล่องที่ดี อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.30 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ทำให้ SIAM พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 คือการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งสูงขึ้นเป็น 16% ประกอบกับการเติบโตของรายได้รวม 9% โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผนังกั้นน้ำและอาคารสำเร็จรูป แม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน แต่ด้วยแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ทำให้มีโอกาสที่ผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องได้ในอนาคต