เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
RWI พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 สวนทางปีก่อน รับผลกระทบราคาเหล็ก-ตั้งสำรอง
ข่าวสาร

RWI พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 สวนทางปีก่อน รับผลกระทบราคาเหล็ก-ตั้งสำรอง

RWI P/E -100.00 YIELD 0.00
2 อาทิตย์ 03:21 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไร Q2/66 ดิ่งเหว ฝ่ายจัดการชี้ราคาเหล็กลด-ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ

บริษัท ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RWI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 47.59 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 0.73 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายสินค้าที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ รวมถึงผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ RWI ในไตรมาส 2/2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน คือ การปรับตัวลดลงของราคาขายสินค้า (ASP) ประกอบกับการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ และผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าตราสารทุน โดยบริษัทขาดทุนจากการขายสินค้า 28.06 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่กำไร 4.45 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 47.59 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่กำไร 0.73 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า ราคาขายสินค้าประเภทลวดเหล็กได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 และทรงตัวในไตรมาส 2/2566 ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายสินค้าลดลง 9.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ปริมาณขายจะใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 3.70% เนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยและมีการตั้งค่าเผื่อขาดทุนจากราคาสินค้าต่ำกว่าราคาทุน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นติดลบที่ -3.40% จากปีก่อนที่ 10.21%

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 21.92% จากการปรับโครงสร้างบุคลากรและ การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในไตรมาส 2/2566 จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามหลักความระมัดระวังทางบัญชี นอกจากนี้ ยังมีผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าตราสารทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็น 19.53 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 3.72 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว โดยปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการในไตรมาสนี้ คือ การปรับตัวลดลงของราคาขายสินค้า ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าราคาได้ทรงตัวในไตรมาส 2/2566 บ่งชี้ว่าอาจไม่ปรับลดลงไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญและผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าตราสารทุน เป็นรายการที่อาจเกิดขึ้นได้ในแต่ละช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ

Highlight สำคัญ

  • พลิกขาดทุนสุทธิ: ไตรมาส 2/2566 ขาดทุนสุทธิ 47.59 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนกำไร 0.73 ล้านบาท
  • รายได้จากการขายลดลง: อยู่ที่ 202.30 ล้านบาท ลดลง 9.95% YoY เนื่องจากราคาขายสินค้าเหล็กลดลง
  • อัตรากำไรขั้นต้นติดลบ: อยู่ที่ -3.40% จากปีก่อน 10.21% จากราคาขายที่ลดลงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ: เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น
  • ขาดทุนจากการวัดมูลค่าตราสารทุนเพิ่ม: เป็น 19.53 ล้านบาท จากปีก่อน 3.72 ล้านบาท

ภาพรวมผลประกอบการ

บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2566 ที่ขาดทุนจากการขายสินค้าจำนวน 28.06 ล้านบาท ลดลง 730% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 4.45 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายสินค้า 202.30 ล้านบาท ลดลง 9.95% YoY เนื่องจากราคาขายสินค้าประเภทลวดเหล็กปรับตัวลดลงต่อเนื่องและทรงตัวในไตรมาสนี้ แม้ปริมาณขายจะใกล้เคียงกัน

สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 442.27 ล้านบาท ลดลง 15.53% YoY และขาดทุนจากการขายสินค้า 36.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 391.04% YoY ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิรวม 6 เดือนแรกอยู่ที่ 26.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,771.13% YoY

โอกาส

  • การบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ: จำนวนวันสินค้าคงเหลือต่อรายได้ลดลงเหลือ 81 วัน จาก 110 วันในปีก่อน สะท้อนการบริหารจัดการสต็อกที่ดีขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหล็กโลก
  • การขยายฐานลูกค้า: ฝ่ายขายรุกตลาดลูกค้ารายย่อยต่างจังหวัดเพื่อเพิ่มปริมาณขาย โดยใช้กลยุทธ์ยืดหยุ่นด้านเครดิตเทอม

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ราคาเหล็กโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปัจจัยกดดันราคาขายและอัตรากำไร
  • การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ: การตั้งสำรองดังกล่าวส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการบริหารและผลกำไร
  • ความไม่แน่นอนของมูลค่าตราสารทุน: การขาดทุนจากการวัดมูลค่าตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาเหล็กโลกและราคาขายสินค้าของบริษัทฯ ในไตรมาสถัดไป
  • การบริหารจัดการต้นทุนขายและต้นทุนในการจัดจำหน่าย
  • ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้สงสัยจะสูญและการตั้งสำรอง
  • ผลกระทบจากการขยายฐานลูกค้ารายย่อยต่อยอดขายและคุณภาพลูกหนี้
  • ความผันผวนของมูลค่าตราสารทุนที่บริษัทฯ ถือครอง

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่ระบุว่าปริมาณขายใน Q2/2566 ทั้ง 2 ปี อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
  • Order Book: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book
  • ราคาวัตถุดิบ: ระบุว่าราคาเหล็กได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 และทรงตัวในไตรมาส 2/2566
  • GPM: อัตรากำไรขั้นต้นติดลบที่ -3.40% ใน Q2/2566 จากปีก่อน 10.21%
  • ส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออก
  • ค่าเงิน: เอกสารไม่ได้ระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • สินค้าคงคลัง: จำนวนวันสินค้าคงเหลือต่อรายได้ลดลงเหลือ 81 วัน จาก 110 วันในปีก่อน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 1,365.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.91% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้นจากการปรับมูลค่ายุติธรรม
  • หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 279.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.13% จากสิ้นปี 2565 จากการสั่งซื้อวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 1,085.33 ล้านบาท ลดลง 2.39% จากสิ้นปี 2565
  • อัตราส่วนสภาพคล่อง: เพิ่มขึ้นเป็น 7.07 เท่า จาก 3.81 เท่าในปีก่อน เนื่องจากหนี้สินหมุนเวียนลดลงจากการชำระเงินกู้ระยะสั้น
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E): ลดลงเป็น 0.26 เท่า จาก 0.37 เท่าในปีก่อน เนื่องจากมีการชำระเงินกู้ระยะสั้น

สรุปท้าย

RWI เผชิญแรงกดดันจากราคาขายสินค้าเหล็กที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ไตรมาส 2/2566 พลิกขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญและผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าราคาขายได้ทรงตัวแล้วและมีการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและความไม่แน่นอนของมูลค่าตราสารทุนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น