เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
NEX Q2/2566 กำไรโต 411% รับอานิสงส์ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์พุ่ง
ข่าวสาร

NEX Q2/2566 กำไรโต 411% รับอานิสงส์ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์พุ่ง

NEX P/E -100.00 YIELD 0.00
22 ชั่วโมง 08:57 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรพุ่งแรงจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามการดำเนินงาน

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากขาดทุนสุทธิ 59.43 ล้านบาทในปีก่อน มามีกำไรสุทธิ 352.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 411.93% โดยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 2,753.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 1,210% จาก 210.17 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ NEX ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตอย่างมหาศาลของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการพุ่งสูงขึ้นถึง 1,210% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 210.17 ล้านบาท เป็น 2,753.94 ล้านบาท และทำให้บริษัทพลิกจากขาดทุนสุทธิ 59.43 ล้านบาทในปีก่อน มามีกำไรสุทธิ 352.50 ล้านบาทในไตรมาสนี้

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่บริษัทฯ จำหน่ายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาส 2 ปี 2566 สามารถจำหน่ายได้ถึง 487 คัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรขั้นต้นของกลุ่มกิจการ โดยกำไรขั้นต้นจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นถึง 1,768% จาก 18.73 ล้านบาท เป็น 349.90 ล้านบาท นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมยังเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 165.72 ล้านบาท จากขาดทุน 35.72 ล้านบาท เป็นกำไร 130 ล้านบาท เนื่องจากมีการขายสินค้าให้กับลูกค้า ส่งผลให้บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่สูงถึง 1,050 คัน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการที่บริษัทฯ สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมได้มากขึ้นจากการขายสินค้าให้กับลูกค้า ยิ่งเป็นการสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่: พลิกจากขาดทุน 59.43 ล้านบาทใน Q2/2565 เป็นกำไร 352.50 ล้านบาทใน Q2/2566 (เพิ่มขึ้น 411.93%) และสำหรับ 6 เดือนแรก กำไรสุทธิอยู่ที่ 504.58 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 122.17 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการขายและบริการ: เพิ่มขึ้น 1,210% ใน Q2/2566 เป็น 2,753.94 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 1,536% ใน 6 เดือนแรก เป็น 5,964.56 ล้านบาท
  • ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์: เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยใน Q2/2566 จำหน่ายได้ 487 คัน และ 6 เดือนแรก 1,050 คัน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากธุรกิจนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: พลิกจากขาดทุนในปีก่อน มาเป็นกำไร 130 ล้านบาทใน Q2/2566 และ 269.24 ล้านบาทใน 6 เดือนแรก
  • ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามการดำเนินงาน: ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 1,282% ใน Q2/2566 และ 1,726% ใน 6 เดือนแรก สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 124% ใน Q2/2566 และ 75% ใน 6 เดือนแรก

ภาพรวมผลประกอบการ

NEX รายงานผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 2,753.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 1,210% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้ 210.17 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มียอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นถึง 487 คัน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 890% เป็น 379.82 ล้านบาท จาก 38.35 ล้านบาทในปีก่อน

สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 5,964.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,536% จาก 364.68 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการจำหน่ายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ถึง 1,050 คัน ทำให้กำไรขั้นต้นรวม 6 เดือนแรกอยู่ที่ 499.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 664% จาก 65.35 ล้านบาทในปีก่อน

เมื่อพิจารณาถึงกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ พบว่าในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 352.50 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 59.43 ล้านบาทในปีก่อน สำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 504.58 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 122.17 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิคือการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม

โอกาส

  • การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์: ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันรายได้และกำไรของ NEX
  • การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: การที่บริษัทฯ สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการ
  • การบริหารจัดการธุรกิจให้บริการขนส่ง: แม้จะยังขาดทุน แต่การขาดทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง และการเป็นที่รู้จักของลูกค้า โดยเฉพาะบริการรถไฟฟ้าสำหรับเส้นทาง EEC แสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจนี้ให้ดีขึ้น

ความเสี่ยง

  • ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น: ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะดอกเบี้ยจ่ายจากการซื้อสินค้าแบบผ่อนชำระ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานที่ขยายตัว
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน: แม้จะไม่ได้ระบุในเอกสารโดยตรง แต่เป็นความเสี่ยงทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มยอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์: ติดตามจำนวนการจำหน่ายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย: จับตาการควบคุมต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพื่อรักษาอัตรากำไร
  • ผลประกอบการของบริษัทร่วม: ติดตามส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อกำไรสุทธิ
  • การขยายธุรกิจให้บริการขนส่ง: ประเมินแนวโน้มการขาดทุนที่ลดลง และโอกาสในการสร้างกำไรจากธุรกิจนี้

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์: เป็นดาวเด่นของบริษัทฯ โดยมีรายได้และกำไรขั้นต้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
  • ธุรกิจคอมพิวเตอร์และระบบซอฟท์แวร์: มีผลการดำเนินงานที่คงที่ โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  • ธุรกิจให้บริการขนส่ง: มีการขาดทุนลดลงอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการที่ดีขึ้น และการเป็นที่รู้จักของลูกค้า

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

(เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง จึงไม่สามารถสรุปในส่วนนี้ได้)

สรุปท้าย

NEX โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 อย่างน่าประทับใจ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทร่วม ทำให้บริษัทพลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรสุทธิจำนวนมาก แม้ว่าต้นทุนและค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตามการดำเนินงาน แต่แนวโน้มการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและการบริหารจัดการที่ดีขึ้นในธุรกิจอื่นๆ ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมถึงแนวโน้มยอดขายในอนาคตอย่างใกล้ชิด

ยังไม่มีความคิดเห็น