LHK กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 68% รับแรงกดดันราคาโลหะ-อุปสงค์โลกซบ
รายได้-กำไรหดตัวตามภาวะตลาดโลก ฝ่ายจัดการชี้ราคาโลหะผันผวน-กำลังซื้อลด
บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) หรือ LHK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 11.82 ล้านบาท ลดลง 68.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาตลาดที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่องตามสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลง ขณะที่รายได้จากการขายและบริการลดลง 11.9%
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ของ LHK ในไตรมาส 2/2566 ลดลงถึง 68.2% (จาก 37.19 ล้านบาท เหลือ 11.82 ล้านบาท) มาจาก การปรับตัวลดลงของราคาขายเฉลี่ยสินค้าประเภทโลหะและอโลหะ ประกอบกับอุปสงค์ที่ลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 11.9% และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวลง 2.57%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก สภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ และการที่ธนาคารกลางหลายประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคและภาคธุรกิจลดลงทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก นอกจากนี้ ราคาขายเฉลี่ยของสินค้าหลักทุกกลุ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตามสภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะในตลาดโลก แม้ว่าภาวะการขาดแคลนชิปในอุตสาหกรรมยานยนต์จะเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการขยายตัวของกำลังซื้อ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากราคาขายและอุปสงค์ที่ลดลงได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด ฝ่ายจัดการระบุว่าการปรับตัวลดลงของราคาตลาดเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินที่เข้มงวด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังคงมีอิทธิพลในระยะสั้นถึงกลาง อย่างไรก็ตาม การที่ภาวะขาดแคลนชิปเริ่มคลี่คลายอาจเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ในบางอุตสาหกรรมได้ แต่การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นในตลาดประเทศยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ลดลง 68.2% YoY อยู่ที่ 11.82 ล้านบาท จาก 37.19 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขายและบริการลดลง 11.9% YoY อยู่ที่ 612.65 ล้านบาท จาก 695.01 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง จาก 12.97% เป็น 10.41%
- ต้นทุนขายลดลง 9.3% YoY ในอัตราที่น้อยกว่ารายได้ที่ลดลง 11.9%
- ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 9.8% YoY แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 1.8% YoY
- ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 37.2% YoY อยู่ที่ 0.59 ล้านบาท
- กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก 35.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก -104.66 ล้านบาทในปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 LHK มีผลประกอบการที่อ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ลดลงถึง 68.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 11.9% เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยของสินค้าทุกกลุ่มปรับตัวลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ประกอบกับอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้ว่าต้นทุนขายจะลดลงในอัตราที่ใกล้เคียงกับรายได้ แต่การปรับลดลงของราคาขายส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
โอกาส
- การคลี่คลายของการขาดแคลนชิป: อาจส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ และช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในอนาคต
- การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: บริษัทฯ มีการจัดการสินค้าคงคลังให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
- การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม: แสดงถึงผลการดำเนินงานที่ดีของบริษัทร่วมที่ LHK ถือหุ้นอยู่
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาโลหะและอโลหะมีความผันผวนสูงตามสภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาขายและอัตรากำไรของบริษัทฯ
- กำลังซื้อที่ลดลง: ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- การแข่งขันด้านราคา: ภาวะการแข่งขันด้านราคาในตลาดประเทศที่สูงขึ้นอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในไตรมาสนี้ผลกระทบจะน้อย แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์: การเปลี่ยนแปลงของราคาโลหะและอโลหะในตลาดโลกจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้และกำไร
- การฟื้นตัวของกำลังซื้อ: การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินจะมีผลต่อกำลังซื้อในระยะต่อไป
- การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: ความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสมท่ามกลางความผันผวนของตลาด
- การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า: การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะส่งผลต่อปริมาณคำสั่งซื้อ
- การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า: การควบคุมปริมาณสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้าให้มีประสิทธิภาพ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
LHK ซึ่งอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการแปรรูปโลหะและอโลหะ ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก ราคาวัตถุดิบ (ราคาโลหะและอโลหะ) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดัน อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ลดลงจาก 12.97% เป็น 10.41% แม้ว่า ต้นทุนขาย จะลดลงตามราคาวัตถุดิบ แต่การลดลงของ ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่มากกว่า ทำให้ GPM หดตัวลง นอกจากนี้ อุปสงค์ จากตลาดในประเทศและส่งออกที่ลดลง ส่งผลให้ ปริมาณขาย (Utilization) ลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของรายได้ที่ลดลง 11.9% ฝ่ายจัดการระบุว่าการแข่งขันด้านราคาในประเทศที่สูงขึ้นยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,983.24 ล้านบาท ลดลงจาก 2,066.45 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า โดยมี สินค้าคงเหลือ 601.87 ล้านบาท และ ลูกหนี้การค้า 540.12 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง หนี้สินรวม ลดลงจาก 507.27 ล้านบาท เป็น 429.03 ล้านบาท ส่งผลให้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ปรับลดลงจาก 0.35 เป็น 0.30 ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 1,520.42 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากการจ่ายเงินปันผล 26.88 ล้านบาท ในด้านกระแสเงินสด บริษัทฯ มี กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก 35.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก -104.66 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้าที่ดีขึ้น
สรุปท้าย
LHK เผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบริษัทฯ จะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและกำลังซื้อที่ลดลงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป