เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
LHK กำไรสุทธิปี 69 โต 12.5% รับอานิสงส์ Data Center-Semiconductor หนุนยอดขายทองแดง
ข่าวสาร

LHK กำไรสุทธิปี 69 โต 12.5% รับอานิสงส์ Data Center-Semiconductor หนุนยอดขายทองแดง

LHK P/E 11.39 YIELD 7.34
2 อาทิตย์ 01:54 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไร ปรับตัวดีขึ้นจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบมีทิศทางลดลง

บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) หรือ LHK รายงานผลประกอบการปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 119.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ที่ส่งผลให้ยอดขายสินค้ากลุ่มทองแดงปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยลดลงจากการบริหารจัดการการจัดหาที่ดีขึ้น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ LHK ในปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 คือ การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ในประเทศ ซึ่งส่งผลให้ยอดขายและน้ำหนักขายของสินค้ากลุ่มทองแดงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการ บริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ในประเทศ เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นความต้องการสินค้ากลุ่มทองแดง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ LHK ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายและน้ำหนักขายในกลุ่มนี้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ฝ่ายจัดการได้ดำเนินนโยบายการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพดีจากหลายช่องทางอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยของวัตถุดิบปรับลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การบริหารจัดการต้นทุนนี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่เพิ่มขึ้นจาก 12.24% ในปีก่อน เป็น 13.75% ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันกำไรสุทธิให้เติบโตขึ้น 12.5%

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่อุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศ ซึ่งจะช่วยรักษาระดับยอดขายสินค้ากลุ่มทองแดงไว้ได้ นอกจากนี้ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนที่รัดกุม จะยังคงเป็นกลยุทธ์หลักที่ช่วยรักษาอัตรากำไรให้ดีต่อไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการก่อสร้างที่ยังคงหดตัว รวมถึงราคาขายสินค้าในตลาดโลหะที่ปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาดโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันบางส่วน

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ เท่ากับ 119.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% YoY
  • รายได้จากการขายและบริการ อยู่ที่ 2,643.69 ล้านบาท ลดลง 1.7% YoY โดยได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และก่อสร้างที่ยังทรงตัวหรือหดตัว
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 13.75% จาก 12.24% YoY
  • ต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยลดลง จากนโยบายการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพดีจากหลายช่องทาง
  • ยอดขายกลุ่มทองแดงเพิ่มขึ้น จากการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ในประเทศ
  • สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.38 เท่า ณ สิ้นงวด เทียบเท่าปีก่อน

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 119.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 105.81 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะลดลงเล็กน้อย 1.7% มาอยู่ที่ 2,643.69 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ดีขึ้นและการเติบโตของสินค้ากลุ่มทองแดงในอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ได้ช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าว และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น

โอกาส

  • การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ในประเทศ: เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ส่งเสริมยอดขายสินค้ากลุ่มทองแดง
  • การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: นโยบายการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพดีจากหลายช่องทางช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยและเพิ่มอัตรากำไร
  • การรักษาฐานลูกค้าในตลาดที่หดตัว: บริษัทมีกลยุทธ์ในการผลักดันยอดขายเพื่อมุ่งเน้นการทำกำไรตามเป้าหมาย

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก
  • ราคาโลหะในตลาดโลกผันผวน: อาจส่งผลกระทบต่อราคาขายเฉลี่ยของสินค้า
  • กำลังซื้อหดตัว: ทั้งในประเทศและการส่งออก ส่งผลต่อปริมาณการขายโดยรวม

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ในประเทศ
  • ทิศทางราคาวัตถุดิบโลหะในตลาดโลก
  • การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการก่อสร้าง
  • ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
  • การบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อที่อาจผันผวน

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่ระบุว่าน้ำหนักขายสินค้ากลุ่มทองแดงเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ขณะที่กลุ่มสินค้าอื่นๆ เช่น ท่อไอเสียรถยนต์ อลูมิเนียม เหล็กเคลือบสังกะสี และสเตนเลส มีน้ำหนักขายลดลง
  • Order Book: ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงการจัดการสินค้าคงเหลือให้เพียงพอต่อการรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าที่ลดลง
  • ราคาวัตถุดิบ: ราคาขายโดยเฉลี่ยของสินค้าในกลุ่มหลักปรับตัวลดลงตามสภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะ และต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยลดลงจากการจัดหาที่มีประสิทธิภาพ
  • GPM: อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 13.75% จาก 12.24% YoY
  • ส่งออก: ระบุว่ากำลังซื้อหดตัวลงต่อเนื่องทั้งในประเทศและการส่งออกต่างประเทศ
  • ค่าเงิน: ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลประกอบการโดยตรง แต่มีรายการ "ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีต่อเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด" ในงบกระแสเงินสด ซึ่งมีผลเล็กน้อย
  • สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือลดลงมาอยู่ที่ 532.94 ล้านบาท จาก 640.53 ล้านบาท YoY ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารจัดการให้เพียงพอต่อคำสั่งซื้อที่ลดลง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,141.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2,106.20 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีหนี้สินรวม 541.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 540.49 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.38 เท่า เท่ากับปีก่อน แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 185.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 46.39 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผลกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น

สรุปท้าย

LHK โชว์ผลประกอบการปี 2569 เติบโต 12.5% จากแรงหนุนของอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor ที่ช่วยดันยอดขายทองแดง ขณะที่การบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์และก่อสร้างจะยังคงชะลอตัว แต่บริษัทมีโอกาสที่จะรักษาการเติบโตต่อเนื่องได้หากสามารถใช้ประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาวัตถุดิบและกำลังซื้อที่หดตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยังไม่มีความคิดเห็น