เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SCC กำไร Q2/2569 พุ่ง 85% รับอานิสงส์ปิโตรเคมี-ธุรกิจเวียดนาม
ข่าวสาร

SCC กำไร Q2/2569 พุ่ง 85% รับอานิสงส์ปิโตรเคมี-ธุรกิจเวียดนาม

SCC P/E 16.19 YIELD 1.93
10 ชั่วโมง 20:03 น. 0 ความเห็น

ปัจจัยหลักหนุนกำไรโตสวนทางเศรษฐกิจโลกผันผวน ชี้ส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์-ผลงาน SCGP อินโดฯ เด่น

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ยังคงสร้างผลงานที่แข็งแกร่ง โดยกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 11,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 85% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวกในกลุ่มธุรกิจหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น และผลประกอบการที่ดีขึ้นของ SCGP ในประเทศอินโดนีเซีย

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SCC ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจปิโตรเคมี (SCGC) จากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) ในประเทศอินโดนีเซีย โดยกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 11,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ แม้จะมีปัจจัยกดดันจากการหยุดเดินโรงงานบางส่วนของ SCGC และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจของ SCG Decor

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

SCGC: การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (เช่น PE, PP, PVC) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวในภูมิภาคเอเชียจากการหยุดเดินโรงงานของผู้ผลิตหลายรายเนื่องจากการจัดหาวัตถุดิบมีจำกัด ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าโรงงาน ROC และ LSP จะหยุดเดินเครื่องชั่วคราว แต่โรงงาน MOC ในไทยยังคงเดินเครื่องในระดับสูงและเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (HVA) นอกจากนี้ การขายหุ้นบริษัท PT Chandra Arsi Pacific Tbk. (CAP) ยังช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

SCGP: ผลประกอบการที่ดีขึ้นในประเทศอินโดนีเซียเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีการเติบโตที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในเวียดนาม

ปัจจัยอื่นๆ: การรับรู้เงินปันผลรับในไตรมาสนี้ยังช่วยสนับสนุนกระแสเงินสดให้มีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจของ SCG Decor ที่ส่งผลกระทบต่อกำไรบ้าง

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก:

  • SCGC: ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับที่ดี จากปัจจัยด้านอุปทานที่ตึงตัว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การกลับมาเดินเครื่องของโรงงาน ROC และการเดินหน้าโครงการ LSPE ในเวียดนามจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต
  • SCGP: การเติบโตในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม คาดว่าจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ต้องพิจารณาถึงสภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • SCG Cement-Building Materials: ตลาดปูนซีเมนต์ในไทยทรงตัว แต่ตลาดในอาเซียน เช่น เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ยังมีสัญญาณการเติบโต โดยเฉพาะจากโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ การปรับโครงสร้างธุรกิจและการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน

โดยรวมแล้ว ปัจจัยบวกจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีและการเติบโตของ SCGP มีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อเนื่อง แต่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยด้านราคาโภคภัณฑ์จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่ง 85% QoQ แตะ 11,535 ล้านบาท จาก 6,233 ล้านบาทใน Q1/2569
  • Adjusted Cash EBITDA เติบโตโดดเด่น 87% QoQ อยู่ที่ 27,984 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
  • รายได้จากการขาย Q2/2569 เพิ่มขึ้น 10% QoQ เป็น 136,243 ล้านบาท จากราคาขายสินค้าปิโตรเคมีที่สูงขึ้น และปริมาณขาย SCGP ที่เพิ่มขึ้น
  • SCGC เป็นพระเอก: กำไรเติบโตสูงจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น แม้โรงงานบางส่วนหยุดเดินเครื่อง
  • SCGP อินโดนีเซียและเวียดนามทำผลงานได้ดี: หนุนรายได้และกำไรของกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์
  • การขายหุ้น CAP มูลค่า 24,900 ล้านบาท: ช่วยลดภาระทางการเงิน และเตรียมเงินลงทุนในโครงการ LSPE เวียดนาม
  • หนี้สินสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ: เหลือ 238,270 ล้านบาท จาก 277,446 ล้านบาทใน Q1/2569 ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.7 เท่า

ภาพรวมผลประกอบการ

ไตรมาส 2 ปี 2569: SCC รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสำหรับงวด 11,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (หากไม่รวมรายการพิเศษ) รายได้จากการขายอยู่ที่ 136,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายสินค้าปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ปริมาณการขายของ SCGP และการปรับราคาปูนซีเมนต์และคอนกรีต

ครึ่งปีแรก ปี 2569: กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 17,758 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่นๆ Adjusted Profit อยู่ที่ 12,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,196 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รายได้จากการขายอยู่ที่ 259,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี: ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง จากอุปทานที่ตึงตัว
  • การเติบโตของ SCGP ในอาเซียน: โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและเวียดนาม จากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น
  • การขยายตลาดปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ: ตอบรับกระแสความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
  • การปรับโครงสร้างธุรกิจ: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
  • โครงการ LSPE ในเวียดนาม: จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและใช้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบก๊าซอีเทน
  • การลงทุนในธุรกิจ Cleanergy: สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและเทรนด์พลังงานสะอาด

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก: ความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันเงินเฟ้อ
  • ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์: โดยเฉพาะราคาน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมี
  • การหยุดเดินโรงงาน: หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือปัญหาด้านวัตถุดิบ
  • การแข่งขันในอุตสาหกรรม: โดยเฉพาะในตลาดปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง
  • ต้นทุนการดำเนินงาน: โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ
  • ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: หากมีการดำเนินงานในต่างประเทศจำนวนมาก

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มส่วนต่างราคาปิโตรเคมี: และผลกระทบจากอุปทานและอุปสงค์ทั่วโลก
  • การดำเนินงานของโรงงาน LSPE ในเวียดนาม: และผลกระทบต่อต้นทุนและกำลังการผลิต
  • ผลประกอบการของ SCGP ในตลาดอาเซียน: โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม
  • ความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างธุรกิจ: และการตอบรับของตลาดต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
  • การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ
  • การดำเนินงานตามแผน ESG: และการบรรลุเป้าหมายด้าน Net Zero และ Green Choice

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง:

  • ภาพรวมอุตสาหกรรม: ตลาดปูนซีเมนต์ในไทยทรงตัว โดยมีแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ขณะที่ตลาดวัสดุก่อสร้างโต 3% จากการใช้จ่ายภาครัฐเช่นกัน ตลาดในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ยังมีสัญญาณการเติบโตที่ดี
  • ผลการดำเนินงาน: รายได้จากการขาย Q2/2569 อยู่ที่ 40,583 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% QoQ และ 3% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายปูนซีเมนต์ในเวียดนามที่ฟื้นตัว และผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจวัสดุก่อสร้างจากโครงการภาครัฐ กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,852 ล้านบาท ลดลง 3% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 205% YoY เนื่องจากปีก่อนมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก
  • กลยุทธ์: มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรให้ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (One Face to the Customer) การเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตสินค้า โดยเน้นผลิตภัณฑ์ Smart Value Products (SVP) และ High Value Added (HVA) การขยายการส่งออกปูนคาร์บอนต่ำ และการบริหารเชื้อเพลิงผสมเพื่อชดเชยต้นทุนถ่านหิน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • กระแสเงินสด: Adjusted Cash EBITDA ใน Q2/2569 อยู่ที่ 27,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87% QoQ และ 47% YoY สะท้อนความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เงินปันผลรับในไตรมาสนี้อยู่ที่ 5,994 ล้านบาท ช่วยสนับสนุนกระแสเงินสด
  • หนี้สินสุทธิ: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 238,270 ล้านบาทใน Q2/2569 จาก 277,446 ล้านบาทใน Q1/2569 ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงจาก 5.0 เท่า เหลือ 3.7 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.6 เท่า
  • เงินสด: มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 76,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า
  • การลงทุน: รายจ่ายลงทุนและเงินลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีมูลค่า 11,064 ล้านบาท โดยกระจายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ

สรุปท้าย

SCC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 แข็งแกร่งเกินคาด โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 85% จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากปัจจัยบวกหลักในธุรกิจปิโตรเคมี (SCGC) จากส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) ในอินโดนีเซีย แม้จะเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงการลดภาระหนี้สินอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนผลประกอบการให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาโภคภัณฑ์ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการดำเนินงานของโครงการใหม่ๆ เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น