CREDIT กำไรสุทธิ Q2/2569 แตะ 989 ล้านบาท รับรายได้ดอกเบี้ยโตเด่นสวนทางต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว
รายได้สินเชื่อขยายตัวต่อเนื่องหนุนผลงาน 6 เดือนแรกโต 17.8% ขณะที่ธนาคารเร่งปรับโครงสร้างต้นทุนระยะยาว
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 989.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่เติบโต 13.1% YoY ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวสูงขึ้น แม้กำไรจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจากภาระการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อและปัจจัยด้านฤดูกาล แต่ภาพรวมครึ่งปีแรกธนาคารยังคงทำกำไรสุทธิได้ถึง 2,153.9 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง 17.8% YoY
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยจากพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัว" ควบคู่ไปกับ "การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินเชิงกลยุทธ์"
หัวใจคืออะไร: ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนรายได้คือการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น 13.1% YoY ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3,923.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.0% YoY อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิที่ลดลง 15.1% QoQ มีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิก่อนกำหนด (One-time expense) และการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (สำรอง) ที่เพิ่มขึ้น 69.7% QoQ เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเป็นผลจากกลยุทธ์การบริหารต้นทุนระยะยาว โดยธนาคารเลือกไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิก่อนกำหนดเพื่อลดภาระดอกเบี้ยในอนาคต ประกอบกับการระดมเงินฝากผ่านโปรแกรมส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ ส่วนการตั้งสำรองที่สูงขึ้นในไตรมาสนี้เป็นผลมาจากปัจจัยด้านฤดูกาลและสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อ รวมถึงฐานการตั้งสำรองในไตรมาส 1/2569 อยู่ในระดับต่ำผิดปกติจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพออกไป
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของรายได้ แต่เป็นลักษณะครั้งคราวในส่วนของค่าใช้จ่าย การเติบโตของสินเชื่อมีแนวโน้มต่อเนื่องตามแผนธุรกิจ ส่วนค่าใช้จ่ายจากการไถ่ถอนหุ้นกู้เป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาว สำหรับระดับการตั้งสำรองจะขึ้นอยู่กับคุณภาพสินทรัพย์และการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อในอนาคต โดยธนาคารยังคงนโยบายความระมัดระวังเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ 6 เดือนแรก: อยู่ที่ 2,153.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% YoY
- สินเชื่อรวม: ขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 194,080.5 ล้านบาท (+13.1% YoY และ +2.8% QoQ)
- NIM: ปรับตัวอยู่ที่ 7.2% ในไตรมาส 2/2569 ลดลงจาก 7.6% ในปีก่อน ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้
- NPL Ratio: อยู่ที่ 4.3% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4.2% ณ สิ้นปี 2568
- NPL Coverage Ratio: อยู่ที่ 148.2% สะท้อนความระมัดระวังในการตั้งสำรอง
- เงินกองทุน: อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) แข็งแกร่งที่ 16.1% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท.
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้จากการดำเนินงานสุทธิในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 4,112.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% YoY โดยมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเข้ามาช่วยหนุนจากการรับเงินชดเชย FIDF จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อุทกภัยภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 13.3% YoY จากการลงทุนในระบบสารสนเทศและจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายสาขา
โอกาส
การขยายตัวของสินเชื่อในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี และการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าประกันภัย รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินที่คาดว่าจะเห็นผลบวกจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิในระยะยาว
ความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยด้านฤดูกาล ซึ่งสะท้อนผ่าน NPL Ratio ที่ขยับขึ้นเล็กน้อย รวมถึงความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM)
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางของ NPL Ratio ว่าจะสามารถควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้หรือไม่
- การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินหลังจากไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ตามเป้าหมายหรือไม่
- ระดับการตั้งสำรองในไตรมาสถัดไปว่าจะกลับสู่ระดับปกติหรือไม่
- การเติบโตของเงินฝาก CASA เพื่อรักษาต้นทุนเงินทุนให้ต่ำ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน)
ธนาคารมีสัดส่วนเงินฝาก CASA อยู่ที่ 30.3% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 โดยมี Rollover rate ของเงินฝากสูงถึง 97.3% สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้า ด้านเงินกองทุนตามกฎหมาย (Basel III) อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดย Tier 1 Capital ratio อยู่ที่ 14.1% ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
สินทรัพย์รวมของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 228,761.0 ล้านบาท (+9.2% จากสิ้นปี 2568) โดยสินทรัพย์หลักคือเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ ส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการระดมเงินฝากเพื่อเสริมสภาพคล่องรองรับการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมต่างประเทศ
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ CREDIT ในไตรมาส 2/2569 สะท้อนการเติบโตของรายได้หลักจากพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี แม้จะมีแรงกดดันชั่วคราวจากค่าใช้จ่ายในการไถ่ถอนหุ้นกู้และการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นตามกลยุทธ์ความระมัดระวัง แต่ด้วยฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและแนวโน้มรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารยังคงมีศักยภาพในการขยายธุรกิจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง