SCGD เผยผลงาน Q2/2569 รับแรงกดดันจากรายการพิเศษ แต่ธุรกิจหลักยังแกร่งด้วยกลยุทธ์ลดต้นทุน
รายได้-กำไรจากการดำเนินงานปกติยังเติบโตสวนทางตลาดชะลอตัว พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างผลิตเพิ่มขีดความสามารถระยะยาว
บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยหากไม่รวมรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-recurring expenses) บริษัทมีกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ภาพรวมรายได้จากการขายจะลดลง 7% YoY มาอยู่ที่ 5,370 ล้านบาท จากความต้องการในประเทศไทยที่ชะลอตัว แต่บริษัทสามารถชดเชยด้วยยอดขายที่เติบโตในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย พร้อมเดินหน้าโครงการรวมศูนย์สายการผลิต (Plant Consolidation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรในอนาคต
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ" ท่ามกลางภาวะตลาดในประเทศที่ชะลอตัว โดยบริษัทสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงถึง 29.8% เพิ่มขึ้นจาก 28.3% ในปีก่อน และ 26.4% ในไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิตามงบการเงินได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจาก "รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-recurring expenses)" จำนวน 690 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่าและตัดจำหน่ายสินทรัพย์ในโครงการรวมศูนย์สายการผลิต (Plant Consolidation) ในประเทศไทย
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ปัจจัยหลักมาจาก 2 ส่วนที่สวนทางกัน:
- ด้านการดำเนินงาน: บริษัทประสบความสำเร็จในการปรับกระบวนการผลิตและปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนพลังงานที่ผันผวน รวมถึงการเติบโตของยอดขายในเวียดนาม (ปริมาณขายโต 3% YoY และ 10% QoQ) และการขยายตลาดสินค้าวัสดุตกแต่งพื้นผิวใหม่ (เช่น SPC) ที่เติบโตถึง 34% YoY ช่วยพยุงรายได้รวม
- ด้านรายการพิเศษ: บริษัทตัดสินใจเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ (Plant Consolidation) เพื่อลดต้นทุนระยะยาว ทำให้ต้องบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างรวม 690 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีส่วนใหญ่ (Non-cash basis) ส่งผลให้กำไรสุทธิตามงบการเงินติดลบ
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในเชิงบวกด้านประสิทธิภาพการผลิต: โครงการ Plant Consolidation คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 16-20% และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่วนรายการค่าใช้จ่ายพิเศษ (Non-recurring) ถือเป็นลักษณะครั้งคราวที่เกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างเพื่ออนาคต ไม่ใช่ผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ
Highlight สำคัญ
- กำไรปกติโต: Adjusted Profit ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 268 ล้านบาท (+2% YoY, +16% QoQ)
- อัตรากำไรขั้นต้นแข็งแกร่ง: อยู่ที่ 29.8% สะท้อนความสำเร็จในการบริหารต้นทุนและการปรับราคาขาย
- เวียดนามเป็นฐานส่งออก: ปริมาณขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี (+18% YoY)
- สินค้าใหม่เติบโต: รายได้จากวัสดุตกแต่งพื้นผิวใหม่ (Stone Decor, SPC ฯลฯ) โต 34% YoY ในครึ่งปีแรก
- ฐานะการเงินแกร่ง: มีเงินสดในมือ 9,218 ล้านบาท และประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.155 บาทต่อหุ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้จากการขายในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 5,370 ล้านบาท (-7% YoY) จากกำลังซื้อในไทยที่ชะลอตัว แต่ Adjusted EBITDA ยังทำได้ 805 ล้านบาท แม้จะลดลง 6% YoY แต่เพิ่มขึ้น 6% QoQ สะท้อนการฟื้นตัวของการดำเนินงานรายไตรมาส
โอกาส
- การขยายตัวของตลาดเวียดนามผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและ Social Housing
- การเพิ่มสัดส่วนการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (HVA) เป็น 50% ภายในปี 2573
- การขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในเวียดนามและอาเซียน
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาพลังงานและค่าเงินในภูมิภาค (โดยเฉพาะรูเปียห์อินโดนีเซีย)
- การแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าในประเทศไทย
- ปัจจัยฤดูกาล (ฤดูฝนในไตรมาส 3) ที่อาจกระทบความต้องการในเวียดนาม
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าของโครงการ Plant Consolidation ในไทย
- การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย
- ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานต่ออัตรากำไรในไตรมาสถัดไป
- ความคืบหน้าคดีความ KIA ในอินโดนีเซีย
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
บริษัทเน้นกลยุทธ์ "ฐานการผลิตและส่งออก" โดยใช้เวียดนามเป็นหัวหอกในการส่งออกไปยังฟิลิปปินส์และพื้นที่อื่น ซึ่งช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าการผลิตในประเทศปลายทางเอง นอกจากนี้ การปรับพอร์ตสินค้าไปสู่กลุ่ม HVA และวัสดุตกแต่งพื้นผิวใหม่ช่วยลดการพึ่งพาสินค้ากระเบื้องเซรามิกแบบเดิมที่การแข่งขันด้านราคาสูง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่งมากด้วยเงินสด 9,218 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของสินทรัพย์รวม อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.2 เท่า และหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.4 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำและมีความพร้อมในการลงทุนตามแผนงาน
สรุปท้าย
SCGD ผ่านไตรมาส 2/2569 ด้วยการพิสูจน์ความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานปกติที่เติบโตได้แม้รายได้รวมจะลดลงจากภาวะเศรษฐกิจ แม้จะมีรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างผลิตครั้งใหญ่ แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว (16-20%) ซึ่งเมื่อรวมกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและการเติบโตในตลาดอาเซียน ทำให้บริษัทมีพื้นฐานที่มั่นคงในการรองรับความผันผวนของตลาดในระยะสั้นได้ดี