เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SCGD เผยผลงาน Q2/2569 รับแรงกดดันจากรายการพิเศษ แต่ธุรกิจหลักยังแกร่งด้วยกลยุทธ์ลดต้นทุน
ข่าวสาร

SCGD เผยผลงาน Q2/2569 รับแรงกดดันจากรายการพิเศษ แต่ธุรกิจหลักยังแกร่งด้วยกลยุทธ์ลดต้นทุน

SCGD P/E 8.92 YIELD 6.54
3 ชั่วโมง 23:17 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรจากการดำเนินงานปกติยังเติบโตสวนทางตลาดชะลอตัว พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างผลิตเพิ่มขีดความสามารถระยะยาว

บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยหากไม่รวมรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-recurring expenses) บริษัทมีกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ภาพรวมรายได้จากการขายจะลดลง 7% YoY มาอยู่ที่ 5,370 ล้านบาท จากความต้องการในประเทศไทยที่ชะลอตัว แต่บริษัทสามารถชดเชยด้วยยอดขายที่เติบโตในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย พร้อมเดินหน้าโครงการรวมศูนย์สายการผลิต (Plant Consolidation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรในอนาคต

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ" ท่ามกลางภาวะตลาดในประเทศที่ชะลอตัว โดยบริษัทสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงถึง 29.8% เพิ่มขึ้นจาก 28.3% ในปีก่อน และ 26.4% ในไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิตามงบการเงินได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจาก "รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-recurring expenses)" จำนวน 690 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่าและตัดจำหน่ายสินทรัพย์ในโครงการรวมศูนย์สายการผลิต (Plant Consolidation) ในประเทศไทย

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ปัจจัยหลักมาจาก 2 ส่วนที่สวนทางกัน:

  • ด้านการดำเนินงาน: บริษัทประสบความสำเร็จในการปรับกระบวนการผลิตและปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนพลังงานที่ผันผวน รวมถึงการเติบโตของยอดขายในเวียดนาม (ปริมาณขายโต 3% YoY และ 10% QoQ) และการขยายตลาดสินค้าวัสดุตกแต่งพื้นผิวใหม่ (เช่น SPC) ที่เติบโตถึง 34% YoY ช่วยพยุงรายได้รวม
  • ด้านรายการพิเศษ: บริษัทตัดสินใจเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ (Plant Consolidation) เพื่อลดต้นทุนระยะยาว ทำให้ต้องบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างรวม 690 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีส่วนใหญ่ (Non-cash basis) ส่งผลให้กำไรสุทธิตามงบการเงินติดลบ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่องในเชิงบวกด้านประสิทธิภาพการผลิต: โครงการ Plant Consolidation คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 16-20% และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่วนรายการค่าใช้จ่ายพิเศษ (Non-recurring) ถือเป็นลักษณะครั้งคราวที่เกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างเพื่ออนาคต ไม่ใช่ผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ

Highlight สำคัญ

  • กำไรปกติโต: Adjusted Profit ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 268 ล้านบาท (+2% YoY, +16% QoQ)
  • อัตรากำไรขั้นต้นแข็งแกร่ง: อยู่ที่ 29.8% สะท้อนความสำเร็จในการบริหารต้นทุนและการปรับราคาขาย
  • เวียดนามเป็นฐานส่งออก: ปริมาณขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี (+18% YoY)
  • สินค้าใหม่เติบโต: รายได้จากวัสดุตกแต่งพื้นผิวใหม่ (Stone Decor, SPC ฯลฯ) โต 34% YoY ในครึ่งปีแรก
  • ฐานะการเงินแกร่ง: มีเงินสดในมือ 9,218 ล้านบาท และประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.155 บาทต่อหุ้น

ภาพรวมผลประกอบการ

รายได้จากการขายในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 5,370 ล้านบาท (-7% YoY) จากกำลังซื้อในไทยที่ชะลอตัว แต่ Adjusted EBITDA ยังทำได้ 805 ล้านบาท แม้จะลดลง 6% YoY แต่เพิ่มขึ้น 6% QoQ สะท้อนการฟื้นตัวของการดำเนินงานรายไตรมาส

โอกาส

  • การขยายตัวของตลาดเวียดนามผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและ Social Housing
  • การเพิ่มสัดส่วนการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (HVA) เป็น 50% ภายในปี 2573
  • การขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในเวียดนามและอาเซียน

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาพลังงานและค่าเงินในภูมิภาค (โดยเฉพาะรูเปียห์อินโดนีเซีย)
  • การแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าในประเทศไทย
  • ปัจจัยฤดูกาล (ฤดูฝนในไตรมาส 3) ที่อาจกระทบความต้องการในเวียดนาม

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. ความคืบหน้าของโครงการ Plant Consolidation ในไทย
  2. การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย
  3. ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานต่ออัตรากำไรในไตรมาสถัดไป
  4. ความคืบหน้าคดีความ KIA ในอินโดนีเซีย

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

บริษัทเน้นกลยุทธ์ "ฐานการผลิตและส่งออก" โดยใช้เวียดนามเป็นหัวหอกในการส่งออกไปยังฟิลิปปินส์และพื้นที่อื่น ซึ่งช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าการผลิตในประเทศปลายทางเอง นอกจากนี้ การปรับพอร์ตสินค้าไปสู่กลุ่ม HVA และวัสดุตกแต่งพื้นผิวใหม่ช่วยลดการพึ่งพาสินค้ากระเบื้องเซรามิกแบบเดิมที่การแข่งขันด้านราคาสูง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่งมากด้วยเงินสด 9,218 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของสินทรัพย์รวม อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.2 เท่า และหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.4 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำและมีความพร้อมในการลงทุนตามแผนงาน

สรุปท้าย

SCGD ผ่านไตรมาส 2/2569 ด้วยการพิสูจน์ความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานปกติที่เติบโตได้แม้รายได้รวมจะลดลงจากภาวะเศรษฐกิจ แม้จะมีรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างผลิตครั้งใหญ่ แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว (16-20%) ซึ่งเมื่อรวมกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและการเติบโตในตลาดอาเซียน ทำให้บริษัทมีพื้นฐานที่มั่นคงในการรองรับความผันผวนของตลาดในระยะสั้นได้ดี

ยังไม่มีความคิดเห็น