BCH กำไรสุทธิ Q1/2569 หดตัว 16.7% รับแรงกดดันต้นทุน-รายได้ผู้ป่วยทั่วไปลด
รายได้รวมทรงตัว แต่กำไรสุทธิอ่อนตัวลงจากต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น และรายได้ผู้ป่วยทั่วไปที่ลดลงเล็กน้อย
บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 2,928.8 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 267.6 ล้านบาท ลดลง 16.7% YoY โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนกิจการโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากผู้ป่วยทั่วไปที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ BCH ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวลดลง 16.7% YoY มาอยู่ที่ 267.6 ล้านบาท มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) ต้นทุนกิจการโรงพยาบาล (COGS) ที่เพิ่มขึ้น 2.8% และ 2) รายได้จากผู้ป่วยทั่วไปที่ลดลง 2.3% โดยเฉพาะรายได้จากผู้ป่วยนอกที่หดตัว 5.1% แม้ว่ารายได้รวมจะทรงตัวอยู่ที่ 2,928.8 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ต้นทุนกิจการโรงพยาบาล (COGS) ที่เพิ่มขึ้น เกิดจากค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าใช้จ่ายบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล รวมถึงต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นจากการยกระดับศูนย์รังสีวินิจฉัยที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนลรัตนาธิเบศร์ และการเปิดให้บริการพื้นที่ที่ปรับปรุงใหม่ของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ปทุมธานีและบางแค ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยโรคซับซ้อนมากขึ้น
รายได้จากผู้ป่วยทั่วไปลดลง เป็นผลมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา การปรับปรุงพื้นที่ให้บริการบางส่วนของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ แม่สาย และการลดลงของผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในภาพรวมของประเทศที่ลดลง 39.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้ป่วยในกลุ่มทั่วไปยังคงเติบโตเล็กน้อย 1.3% จากการเพิ่มขึ้นของผู้รับบริการชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มตะวันออกกลางและเมียนมา
ในทางกลับกัน รายได้จากผู้ป่วยในโครงการประกันสังคมยังคงเติบโตได้ดีที่ 4.2% โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์บางแค และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่น ที่มีการปรับปรุงอาคารและยกระดับการให้บริการ รวมถึงโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ปทุมธานีที่จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น 4.4% และมีรายได้เพิ่มขึ้น 13.2%
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน แต่ต้องจับตาปัจจัยกดดัน รายได้จากผู้ป่วยในโครงการประกันสังคมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับปรุงบริการและการขยายฐานผู้ประกันตน รวมถึงรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่ยังคงเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น และความผันผวนของรายได้จากผู้ป่วยทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการปิดด่านชายแดน ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ฝ่ายจัดการได้ระบุว่าช่วงไตรมาส 2 เป็นช่วงวันหยุดยาวและเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ผู้รับบริการอาจชะลอการตัดสินใจเข้ารับบริการที่ไม่เร่งด่วน
Highlight สำคัญ
- รายได้รวมทรงตัว: อยู่ที่ 2,928.8 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- กำไรสุทธิลดลง 16.7%: อยู่ที่ 267.6 ล้านบาท จาก 321.3 ล้านบาทใน Q1/2568
- EBITDA Margin หดตัว: เหลือ 22.1% จาก 24.7% YoY เนื่องจากต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น
- รายได้ผู้ป่วยทั่วไปลดลง 2.3%: โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกที่ลดลง 5.1% จากผลกระทบการปิดด่านและผู้ป่วยทางเดินหายใจลดลง
- รายได้ผู้ป่วยประกันสังคมเติบโต 4.2%: จากการปรับปรุงบริการและการขยายฐานผู้ประกันตน
- ต้นทุนกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2.8%: จากค่าบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น
- การลงทุนในศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง: โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลเปิดศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์ และศูนย์ PRIME Healthspan ขณะที่ รพ.เกษมราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ติดตั้ง MRI 3 Tesla
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทและโรงพยาบาลในเครือมีรายได้รวม 2,928.8 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q1/2568: 2,929.0 ล้านบาท) โดยมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาล 2,905.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1%
- รายได้ผู้ป่วยทั่วไป: 1,852.7 ล้านบาท ลดลง 2.3% YoY
- รายได้ผู้ป่วยนอก: 1,005.8 ล้านบาท ลดลง 5.1% YoY
- รายได้ผู้ป่วยใน: 846.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% YoY
- รายได้ผู้ป่วยประกันสังคม: 1,053.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% YoY
- EBITDA: 646.2 ล้านบาท ลดลง 10.7% YoY โดยมี EBITDA Margin ที่ 22.1%
- กำไรสุทธิ: 267.6 ล้านบาท ลดลง 16.7% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นที่ 9.1%
โอกาส
- การปรับเพิ่มเพดานฐานค่าจ้างผู้ประกันตน: สำนักงานประกันสังคมปรับเพิ่มฐานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงกองทุนและสนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลในระยะยาว
- การเติบโตของรายได้ผู้ป่วยประกันสังคม: จากการปรับปรุงอาคารและยกระดับการให้บริการในโรงพยาบาลหลายแห่ง เช่น เกษมราษฎร์บางแค, ประชาชื่น, ปทุมธานี
- การขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติ: โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางและเมียนมา ที่มีแนวโน้มเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง
- การพัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง: เช่น ศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์, ศูนย์ PRIME Healthspan, ศูนย์รังสีวินิจฉัย MRI 3 Tesla, ศูนย์ศัลยกรรมความงาม, ศูนย์มะเร็งเต้านม, ศูนย์ปลูกถ่ายไต
- การขยายเครือข่าย: การร่วมมือกับบริษัทเอกชนและผู้ประกอบการเพื่อออกแบบสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสำหรับพนักงาน
- เทรนด์สุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) และ Longevity: ความต้องการบริการตรวจสุขภาพเชิงรุกและชะลอวัยเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุ
- การพัฒนา Smart Hospital: ผ่าน Kasemrad Application และระบบ e-refer เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
- การขยายโรงพยาบาลใหม่: โรงพยาบาลเกษมราษฎร์แม่สาย (คาดเปิด Q2/2569), โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ระยอง (คาดเปิด Q4/2570), โรงพยาบาลเกษมราษฎร์สุวรรณภูมิ (คาดเปิด Q1/2571)
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: ส่งผลให้ผู้รับบริการที่ชำระเงินเองระมัดระวังการใช้จ่าย
- ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน: ส่งผลกระทบต่อต้นทุนดำเนินงาน
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติ
- การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา: ยังคงส่งผลกระทบต่อรายได้จากผู้ป่วยบางกลุ่ม
- จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจลดลง: ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้ารับบริการบางกลุ่ม
- การแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาล: สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้ผู้ป่วยทั่วไป: จะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ
- การบริหารจัดการต้นทุน: จะสามารถควบคุมต้นทุนดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
- ความคืบหน้าการเปิดโรงพยาบาลใหม่: โดยเฉพาะโรงพยาบาลเกษมราษฎร์แม่สายใน Q2/2569
- การเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติ: โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง จะยังคงต่อเนื่องหรือไม่
- ผลตอบรับจากศูนย์การแพทย์เฉพาะทางใหม่ๆ: ที่ทยอยเปิดให้บริการ
- การขยายฐานผู้ประกันตน: ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้: รายได้รวมทรงตัว โดยรายได้ผู้ป่วยทั่วไปลดลงเล็กน้อย 2.3% จากผู้ป่วยนอกที่ลดลง 5.1% แต่รายได้ผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น 1.3% จากผู้ป่วยต่างชาติ ขณะที่รายได้ผู้ป่วยประกันสังคมเติบโต 4.2% จากการปรับปรุงบริการและการขยายฐาน
- ต้นทุน: ต้นทุนกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2.8% จากค่าบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นจากการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และการปรับปรุงพื้นที่
- อัตรากำไร: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 28.1% เป็น 26.2% และอัตรากำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นลดลงจาก 11.0% เป็น 9.1% สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนและรายได้
- Capacity/Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่กล่าวถึงการปรับปรุงพื้นที่และเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้ป่วย
- Backlog: ไม่ได้ระบุข้อมูล Backlog ที่ชัดเจน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: 17,575.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากสิ้นปีก่อน จากรายได้ค้างรับ สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
- หนี้สินรวม: 3,073.7 ล้านบาท ลดลง 6.3% จากการชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้น เจ้าหนี้ค่าก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: 14,502.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% จากกำไรสะสม
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น: คงที่ที่ 0.2 เท่า
- กระแสเงินสด:
- กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน: 392.9 ล้านบาท ลดลงจาก 634.5 ล้านบาทในปีก่อน
- กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน: (487.4) ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
- กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน: (197.9) ล้านบาท จากการชำระคืนหนี้เงินกู้
สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ BCH ในไตรมาส 1 ปี 2569 คือการที่รายได้รวมทรงตัวแต่กำไรสุทธิปรับลดลง 16.7% YoY อันเป็นผลมาจากต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าบุคลากร ยา และเวชภัณฑ์ ประกอบกับรายได้จากผู้ป่วยทั่วไปที่ลดลงเล็กน้อย แม้ว่ารายได้จากผู้ป่วยประกันสังคมและผู้ป่วยต่างชาติจะยังคงเติบโตได้ดีก็ตาม แม้ว่าบริษัทจะมีโอกาสจากการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ประกันสังคม การขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติ และการลงทุนในศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนที่ผันผวน และการแข่งขันที่สูง ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในการดำเนินงานช่วงต่อไป