BRI กำไร Q3/67 ดิ่ง 73.9% รับรายได้โอนวูบ 40%
รายได้รวมวูบ 51.8% สวนแบ่งขาดทุนโครงการร่วมทุนลดลง แต่ต้นทุนทางการเงินพุ่ง 321.3%
บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2567 มีรายได้รวม 838.5 ล้านบาท ลดลง 51.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 109.0 ล้านบาท ลดลง 73.9% โดยปัจจัยหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์และการบริหารโครงการ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ BRI ในไตรมาส 3 ปี 2567 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงอย่างมากของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์และรายได้ค่าบริหารโครงการ โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงถึง 40.0% และรายได้ค่าบริหารโครงการลดลงถึง 82.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 73.9%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง: สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มบริษัทมีการรับรู้รายได้จากโครงการบ้านที่ลดลง โดยในไตรมาส 3 ปี 2567 มีการรับรู้รายได้จากโครงการที่ต่อเนื่องจากปีก่อน 31 โครงการ และโครงการใหม่ในปี 2567 จำนวน 2 โครงการ ขณะที่ปีก่อนมีโครงการที่รับรู้รายได้มากกว่า ส่งผลให้ยอดกิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้นลดลง 31.6%
- รายได้ค่าบริหารโครงการลดลง: เกิดจากการลงนามในโครงการร่วมทุน (รวมคา) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาส 3 ปี 2566 มีการลงนามเพิ่มขึ้น 9 โครงการ แต่ในไตรมาส 3 ปี 2567 มีการลงนามเพิ่มขึ้นเพียง 1 โครงการ แม้ว่าจะมีโครงการร่วมทุนสะสมรวมกว่า 46,900 ล้านบาท แต่การรับรู้รายได้จากโครงการที่ลดลงนี้ส่งผลกระทบต่อรายได้รวมอย่างมาก
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: แม้รายได้และกำไรจะลดลง แต่ต้นทุนทางการเงินกลับเพิ่มขึ้นถึง 321.3% เนื่องจากมีการออกหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น และมีเงินกู้ยืมจากบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้น
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะลดลง แต่การที่กลุ่มบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีแผนจะทยอยรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ อาจช่วยหนุนรายได้ในระยะต่อไปได้ ส่วนรายได้ค่าบริหารโครงการที่ลดลงนั้น เกิดจากการที่ปีก่อนมีการลงนามโครงการร่วมทุนจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจไม่เกิดขึ้นซ้ำในลักษณะเดียวกันทุกไตรมาส อย่างไรก็ตาม การที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นแรงกดดันต่อกำไรในระยะต่อไปได้
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q3/67 ลดลง 73.9% YoY: อยู่ที่ 109.0 ล้านบาท จาก 417.3 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวม Q3/67 ลดลง 51.8% YoY: อยู่ที่ 838.5 ล้านบาท จาก 1,738.6 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ Q3/67 ลดลง 40.0% YoY: อยู่ที่ 646.2 ล้านบาท
- รายได้ค่าบริหารโครงการ Q3/67 ลดลง 82.3% YoY: อยู่ที่ 96.9 ล้านบาท
- ต้นทุนทางการเงิน Q3/67 เพิ่มขึ้น 321.3% YoY: อยู่ที่ 44.1 ล้านบาท จาก 10.5 ล้านบาทในปีก่อน
- ยอดขายรอโอน (Backlog) ณ สิ้น Q3/67: รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์สะสมอยู่ที่ 2,847.7 ล้านบาท ลดลงจาก 3,991.0 ล้านบาทในปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2567 BRI มีรายได้รวม 838.5 ล้านบาท ลดลง 51.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 1,738.6 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 646.2 ล้านบาท ลดลง 40.0% และรายได้ค่าบริหารโครงการอยู่ที่ 96.9 ล้านบาท ลดลง 82.3% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 109.0 ล้านบาท ลดลง 73.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มี 417.3 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตของโครงการร่วมทุน: แม้ในไตรมาสนี้จะมีการลงนามโครงการร่วมทุนน้อยลง แต่ BRI ยังคงมีโครงการร่วมทุนสะสมมูลค่ากว่า 46,900 ล้านบาท กระจายตัวทั่วประเทศ ซึ่งมีศักยภาพในการรับรู้รายได้ในอนาคต
- การบริหารต้นทุน: ฝ่ายจัดการมีการบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 35.0% และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 1.0%
- การขยายธุรกิจ: มีการรวมทุนพัฒนาโครงการกับพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ 1 โครงการ มูลค่า 850 ล้านบาท คือ ไบรตันบางบอ-เทพารักษ
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ยังคงส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
- ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน: การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทำให้ผู้บริโภคชะลอแผนการซื้อที่อยู่อาศัย
- ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การออกหุ้นกู้ระยะยาวและการกู้ยืมจากบริษัทใหญ่ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ความล่าช้าในการดำเนินงานโครงการร่วมทุน: ขั้นตอนการขอสินเชื่อจากธนาคารอาจทำให้การจ่ายชำระรายได้ค่าบริหารจัดการล่าช้ากว่าข้อตกลง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การรับรู้รายได้จากโครงการใหม่: ความสามารถในการเปิดตัวและโอนกรรมสิทธิ์โครงการใหม่ในปี 2567 และปีถัดไป
- การบริหารต้นทุนทางการเงิน: แนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้และการกู้ยืม
- การขยายโครงการร่วมทุน: ความสามารถในการหาพันธมิตรและลงนามในโครงการร่วมทุนใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต
- การบริหารจัดการหนี้สิน: การชำระคืนหุ้นกู้และตั๋วแลกเงินที่ถึงกำหนดในเดือนพฤศจิกายน 2567 และการบริหารสภาพคล่อง
- การฟื้นตัวของรายได้ค่าบริหารโครงการ: การเปลี่ยนแปลงของจำนวนโครงการร่วมทุนที่ลงนามและการรับรู้รายได้จากโครงการเหล่านี้
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- ยอดโอนกรรมสิทธิ์: กิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์รวมทั้งสิ้นในไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ 859.5 ล้านบาท ลดลง 31.6% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 646.2 ล้านบาท และรายได้จากโครงการร่วมทุน 213.4 ล้านบาท
- Backlog: ยอดสะสมกิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ 2,847.7 ล้านบาท ลดลงจาก 3,991.0 ล้านบาทในปีก่อน บ่งชี้ถึงรายได้ที่คาดว่าจะรับรู้ในอนาคตที่ลดลง
- การเปิดโครงการใหม่: ในปี 2567 มีการเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ คือ โครงการบริทาเนีย โฮมบางนา-บางปะกง และ โครงการบริทาเนีย เวสตเกต
- ต้นทุนก่อสร้าง: เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนก่อสร้างโดยตรง แต่ระบุว่าต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 35.3% สอดคล้องกับรายได้จากการขายที่ลดลง
- D/E Ratio: ไม่ได้ระบุ D/E Ratio โดยตรง แต่ระบุว่าหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 0.3% เป็น 14,611.1 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1.8% เป็น 5,445.2 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ 20,056.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปี 2566 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกัน และเงินลงทุนในการรวมทุน
- หนี้สินรวม: ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ 14,611.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% จากสิ้นปี 2566 โดยหลักมาจากการออกหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ 5,445.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากสิ้นปี 2566
- กระแสเงินสด:
- กิจกรรมดำเนินงาน: ได้เงินสดสุทธิ 416.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ติดลบ 4,380.1 ล้านบาท
- กิจกรรมลงทุน: ใช้เงินสดสุทธิ 1,692.3 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในการจัดตั้งและลงทุนเพิ่มในการรวมทุน
- กิจกรรมจัดหาเงิน: ได้เงินสดสุทธิ 1,242.8 ล้านบาท โดยหลักมาจากการออกหุ้นกู้ระยะยาว
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ BRI ในไตรมาส 3 ปี 2567 เผชิญแรงกดดันจากการลดลงของรายได้หลักทั้งจากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าบริหารโครงการ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะมีโอกาสจากการเติบโตของโครงการร่วมทุนในอนาคต แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและความเข้มงวดของสินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นแรงกดดันต่อผลกำไรในระยะต่อไป การบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่อง รวมถึงการเร่งรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูผลประกอบการของบริษัท