AMA กำไรสุทธิ Q3/67 หดตัว 31% รับผลขาดทุนค่าเงิน-อนุพันธ์พุ่ง
รายได้ขนส่งทางเรือวูบ 11.5% สวนทางรถยนต์โต 10.4% ฝ่ายบริหารชี้ปัจจัยพิเศษกดดัน
บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 59.24 ล้านบาท ลดลง 30.97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยม ขณะที่รายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรวมลดลง 1.96%
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อาม่า มารีน (AMA) มีกำไรสุทธิลดลง 30.97% ในไตรมาส 3 ปี 2567 มาจาก ผลขาดทุนจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงาน โดยเฉพาะผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น 33.5 เท่า และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ที่เพิ่มขึ้น 1.2 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2566 นอกจากนี้ยังมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยมเข้ามาเสริมอีก 4.33 ล้านบาท แม้ว่ากำไรขั้นต้นจะเติบโตได้ 10.52% แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายการเหล่านี้ได้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่าผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากการที่ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 34.81 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นจาก 35.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีก่อนหน้า เนื่องจาก AMA ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในการดำเนินธุรกิจเดินเรือ แต่รายงานผลประกอบการเป็นเงินบาท การแข็งค่าของเงินบาทจึงส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์และรายได้ที่แปลงเป็นเงินบาทลดลง และเกิดเป็นผลขาดทุนทางบัญชี ส่วนผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยมนั้น เอกสารไม่ได้ระบุสาเหตุเชิงลึก แต่ถือเป็นรายการที่กระทบกำไรสุทธิโดยตรง
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว จากข้อมูลที่ปรากฏ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยที่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทในช่วงสิ้นปี 2567 มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นที่ระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศเปราะบางและมีความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์และค่าความนิยมเป็นรายการที่อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวและไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนจากเอกสารนี้ ดังนั้น ผลกระทบจากรายการเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะไม่ต่อเนื่องในลักษณะเดิม
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 30.97% YoY: อยู่ที่ 59.24 ล้านบาท จาก 85.82 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
- อัตรากำไรสุทธิหดตัว: จาก 11.34% เหลือ 7.98%
- รายได้จากการขนส่งสินค้าทางเรือลดลง 11.50%: สาเหตุหลักจากปริมาณการขนส่งลดลง 11.19% และการขึ้นอู่เรือขนาดใหญ่ 2 ลำ
- รายได้จากการขนส่งสินค้าทางรถเพิ่มขึ้น 10.43%: โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งสินค้าเหลวที่เติบโต 20.27% จากจำนวนกองรถที่เพิ่มขึ้น
- กำไรขั้นต้นเติบโต 10.52%: อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 20.06% จาก 17.80%
- ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนพุ่งสูง: เพิ่มขึ้น 33.5 เท่า เป็น 15.23 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวมลดลง 8.24%: จากการขายเรือ 1 ลำ
- หนี้สินรวมลดลง 15.41%: จากการชำระคืนเงินกู้ยืม
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2567 AMA มีรายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าโดยรวม 742.20 ล้านบาท ลดลง 1.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยรายได้จากการขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ที่ 378.69 ล้านบาท ลดลง 11.50% เนื่องจากปริมาณการขนส่งที่ลดลงจากการชะลอคำสั่งซื้อ โดยเฉพาะเส้นทางไปยังประเทศพม่า และการขึ้นอู่เรือขนาดใหญ่ 2 ลำ ในขณะที่รายได้จากการขนส่งสินค้าทางรถเพิ่มขึ้น 10.43% เป็น 363.51 ล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งสินค้าเหลวที่เติบโต 20.27% จากการเพิ่มจำนวนกองรถ
แม้รายได้รวมจะลดลง แต่กำไรขั้นต้นกลับเพิ่มขึ้น 10.52% เป็น 148.92 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 20.06% จาก 17.80% โดยธุรกิจเรือได้แรงหนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของอัตราค่าระวาง การลดลงของต้นทุนน้ำมัน และการควบคุมความเร็วเรือให้อยู่ในระดับประหยัด ส่วนธุรกิจรถได้แรงหนุนจากการบริหารจัดการเที่ยววิ่ง ต้นทุน และการเพิ่มอัตราการใช้งานกองรถ
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลง 30.97% เป็น 59.24 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7.98% ลดลงจาก 11.34% ในปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 15.23 ล้านบาท และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ 1.87 ล้านบาท รวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยม 4.33 ล้านบาท
โอกาส
- การฟื้นตัวของปริมาณการขนส่งทางเรือ: มีสัญญาณการฟื้นตัวตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยเฉพาะเส้นทางไปยังประเทศพม่า
- การเติบโตของธุรกิจขนส่งทางรถ: โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าเหลวที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จากการเพิ่มจำนวนกองรถและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
- การปรับตัวของต้นทุนน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในไตรมาส 3 ปี 2567 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อต้นทุนการขนส่ง
- การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง: การใช้รถบรรทุกเครื่องยนต์มาตรฐาน EURO 5 ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและลดมลพิษ
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการจากการดำเนินธุรกิจเดินเรือ
- ความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันปาล์มดิบ: แม้ปัจจุบันราคา CPO ปรับสูงขึ้น แต่คาดว่าอุปทานจะเพิ่มขึ้นในปี 2568 ซึ่งอาจกดดันให้ราคาลดลง
- กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม: ข้อบังคับ EEXI และ CII ของ IMO อาจทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมและตรวจสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น
- ภาวะเศรษฐกิจโลกและจีน: การชะลอตัวของกิจกรรมการผลิตในจีนและภาวะซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขนส่ง
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์: อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าและผันผวน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางค่าเงินบาท: การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 และปี 2568
- ปริมาณการขนส่งทางเรือ: การฟื้นตัวตามฤดูกาลในไตรมาส 4 และแนวโน้มคำสั่งซื้อในเส้นทางหลัก โดยเฉพาะประเทศพม่า
- การเติบโตของธุรกิจขนส่งทางรถ: โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าเหลว และการบริหารจัดการกองรถให้มีประสิทธิภาพ
- ต้นทุนน้ำมัน: การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินงาน
- ผลกระทบจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม: ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎ EEXI และ CII
- การขายเรือ: ผลกระทบจากการขายเรือ 1 ลำ ต่อความสามารถในการให้บริการและรายได้
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้จากการขนส่งสินค้าทางเรือ: ลดลง 11.50% YoY มาอยู่ที่ 378.69 ล้านบาท ปริมาณการขนส่งลดลง 11.19% จากการชะลอคำสั่งซื้อ โดยเฉพาะเส้นทางพม่า และการขึ้นอู่เรือ 2 ลำ แม้ค่าระวางเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.25% แต่ถูกหักล้างด้วยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 1.05%
- รายได้จากการขนส่งสินค้าทางรถ: เพิ่มขึ้น 10.43% YoY มาอยู่ที่ 363.51 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการขนส่งสินค้าเหลว (286.08 ล้านบาท) ที่เติบโต 20.27% จากปริมาณการขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น 23.83% จากการเพิ่มจำนวนรถจาก 264 เป็น 314 คัน
- กำไรขั้นต้น: เพิ่มขึ้น 10.52% เป็น 148.92 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 20.06% (จาก 17.80%) ธุรกิจเรือมีอัตรากำไรขั้นต้น 26.47% (จาก 23.27%) จากค่าระวางที่ดีขึ้น ต้นทุนน้ำมันลดลง และการควบคุมความเร็วเรือ ส่วนธุรกิจรถมีอัตรากำไรขั้นต้น 13.39% (จาก 10.69%) จากการบริหารเที่ยววิ่ง ต้นทุน และ Utilization กองรถ
- ต้นทุนน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยลดลง 9.24% YoY และ 8.23% QoQ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ลดลง 8.24% จากสิ้นปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 4,430.78 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการขายเรือ 1 ลำ
- หนี้สินรวม: ลดลง 15.41% จากสิ้นปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,581.49 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ยืม
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ลดลง 3.71% จากสิ้นปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 2,849.29 ล้านบาท จากส่วนต่างจากการแปลงค่างบการเงินและการจ่ายเงินปันผล
- กระแสเงินสดดำเนินงาน: เป็นบวก 506.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.88% YoY
- กระแสเงินสดลงทุน: เป็นบวก 161.04 ล้านบาท พลิกจากติดลบในปีก่อนหน้า เนื่องจากมีการขายเรือ 1 ลำ
- กระแสเงินสดจัดหาเงิน: เป็นลบ 641.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.27% YoY จากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและจ่ายเงินปันผล
- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นงวด: อยู่ที่ 289.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.75 ล้านบาทจากต้นปี
สรุปท้าย
อาม่า มารีน (AMA) ในไตรมาส 3 ปี 2567 เผชิญแรงกดดันจากรายการขาดทุนที่ไม่ใช่การดำเนินงาน โดยเฉพาะผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ากำไรขั้นต้นจะเติบโตได้ดีจากการบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันและค่าระวางที่ดีขึ้นในธุรกิจเรือ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณงานและ Utilization ในธุรกิจรถ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ ทำให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มค่าเงินบาทและทิศทางปริมาณการขนส่งในระยะถัดไป รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม