เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
BAY กำไรสุทธิ Q2/2569 แตะ 8,294 ล้านบาท รับแรงหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิโตแกร่ง — สรุป MD&A
ข่าวสาร

BAY กำไรสุทธิ Q2/2569 แตะ 8,294 ล้านบาท รับแรงหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิโตแกร่ง — สรุป MD&A

BAY P/E 9.52 YIELD 3.06
22 ชั่วโมง 22:47 น. 0 ความเห็น

ผลประกอบการทรงตัว YoY ท่ามกลางการบริหารต้นทุนเชิงรุกและพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 8,294 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโตแข็งแกร่งจากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียน แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่อ่อนตัวลงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับตัวดีขึ้น" มาอยู่ที่ 4.65% (จาก 4.19% ใน Q2/2568) ซึ่งเป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินเชิงรุกท่ามกลางวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ควบคู่ไปกับการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อในอาเซียน

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • ต้นทุนทางการเงินลดลง: ธนาคารปรับโครงสร้างเงินรับฝากเชิงรุก โดยลดสัดส่วนเงินรับฝากประจำที่มีต้นทุนสูงและเพิ่มสัดส่วน CASA (เงินฝากออมทรัพย์และจ่ายคืนเมื่อทวงถาม) ขึ้นมาอยู่ที่ 61.3% ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมลดลง
  • พอร์ตสินเชื่อคุณภาพ: สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 6.7% QoQ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง
  • ปัจจัยกดดัน: รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 4.5% QoQ จากฐานที่สูงของหนี้สูญรับคืนในไตรมาสก่อนหน้า (โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”) และกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของการบริหารต้นทุน: กลยุทธ์การเพิ่มสัดส่วน CASA และการบริหารงบดุลเชิงรุกเป็นแนวทางที่ธนาคารดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษา NIM อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับคุณภาพสินทรัพย์ในประเทศที่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนและปัจจัยภายนอก ซึ่งธนาคารยังคงตั้งสำรองตามดุลยพินิจ (Management Overlays) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนดังกล่าว

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: 8,294 ล้านบาท (-3.8% QoQ, ทรงตัว YoY)
  • NIM: ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 4.65% จาก 4.61% ในไตรมาสก่อน
  • NPL Ratio: ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.08% จาก 3.34% ในไตรมาสก่อน (จากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ 3,653 ล้านบาท)
  • Coverage Ratio: เพิ่มขึ้นเป็น 137.9% สะท้อนความระมัดระวังในการตั้งสำรอง
  • สินเชื่อรวม: ขยายตัว 0.4% YTD โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่โตโดดเด่น 6.0% YTD

ภาพรวมผลประกอบการ

รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 42,143 ล้านบาท ลดลง 1.7% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 11.4% YoY โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะชะลอตัวลงจากฐานที่สูงในไตรมาส 1/2569

โอกาส

  • การเติบโตของสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียน (โต 5.1% ในครึ่งปีแรก) เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่สร้างผลตอบแทนสูง
  • การเป็นผู้นำด้าน ESG Finance (ส่วนแบ่งการตลาด 26.4%) ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
  • การเข้าซื้อพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จาก CIMB Thai (คาดแล้วเสร็จ Q4/2569) จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจยานยนต์

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กดดันความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยและ SMEs
  • ความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อ
  • ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบภาคการส่งออก

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. คุณภาพสินทรัพย์: การตั้งสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจ (Management Overlays) ว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงหรือไม่
  2. ทิศทางดอกเบี้ย: ผลกระทบต่อ NIM หาก กนง. มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในอนาคต
  3. การรวมธุรกิจ: ความคืบหน้าการรับโอนพอร์ตสินเชื่อจาก CIMB Thai ในไตรมาส 4
  4. สินเชื่อ SMEs: การฟื้นตัวของกลุ่ม SMEs ที่ยังคงเปราะบาง

รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจการเงิน)

ธนาคารเน้นการบริหารจัดการงบดุลเชิงรุก โดยมีการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน PT Home Credit Indonesia (HCID) จากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม (Deconsolidation) ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างทางบัญชีตามเกณฑ์ของทางการอินโดนีเซีย ไม่กระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ส่งผลต่อตัวเลขสินเชื่อรวมในงบการเงินรวม

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) อยู่ที่ 20.20% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทางการกำหนด สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะการเงินที่พร้อมรองรับการขยายธุรกิจและบริหารจัดการความเสี่ยงในอนาคต

สรุปท้าย

BAY ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีผ่านการบริหารต้นทุนทางการเงินที่เข้มงวดและ NIM ที่แข็งแกร่ง แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะผันผวนตามฤดูกาลและฐานที่สูงในไตรมาสก่อนหน้า การมุ่งเน้นสินเชื่อคุณภาพสูงในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอาเซียนช่วยประคองพอร์ตสินเชื่อท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยมีระดับสำรองที่เพียงพอรองรับความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่รอบด้าน

ยังไม่มีความคิดเห็น