เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SCGP กำไร Q2/2569 พุ่ง 128% YoY รับอานิสงส์ธุรกิจในอินโดนีเซียฟื้นตัวและยอดขายโตแกร่ง
ข่าวสาร

SCGP กำไร Q2/2569 พุ่ง 128% YoY รับอานิสงส์ธุรกิจในอินโดนีเซียฟื้นตัวและยอดขายโตแกร่ง

SCGP P/E 27.42 YIELD 1.98
8 ชั่วโมง 12:41 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์ในภูมิภาค พร้อมเดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อเนื่อง

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้จากการขาย 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 11% QoQ ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,304 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 128% YoY และ 47% QoQ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซียและการเติบโตที่แข็งแกร่งในเวียดนาม รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจรอบนี้คือ การพลิกฟื้นผลการดำเนินงานของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย และการเติบโตของยอดขายในเวียดนามที่แข็งแกร่ง

  1. หัวใจคืออะไร: ปัจจัยหลักที่ผลักดันกำไรสุทธิให้เติบโตถึง 128% YoY คือการกลับมามีกำไรของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย (Fajar) ประกอบกับการเติบโตของรายได้ในทุกกลุ่มธุรกิจในเวียดนาม และการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ 7% ในไตรมาสนี้

  2. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ในไตรมาส 2/2569 ความต้องการบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร การเติมสินค้าคงคลังของลูกค้า และอุปสงค์การส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารแช่แข็งและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังคงแข็งแกร่ง ในขณะที่ด้านต้นทุน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการผ่านการใช้ AI ในการจัดซื้อถ่านหินและการกระจายแหล่งวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) จากทั่วโลก ทำให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้

  3. จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3/2569 โดยมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการเตรียมสินค้าคงคลังเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี ประกอบกับแนวโน้มความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่มีทิศทางลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานในระยะถัดไป

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% YoY และ 47% QoQ
  • รายได้จากการขาย: 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 11% QoQ
  • EBITDA Margin: ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 18% (จาก 13% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน)
  • ธุรกิจในอินโดนีเซีย: พลิกฟื้นกลับมามีกำไรอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยบวกหลักต่อผลประกอบการรวม
  • การบริหารต้นทุน: นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการบริหารจัดการต้นทุนถ่านหินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (สัดส่วนเชื้อเพลิงทางเลือก 36%)
  • การขยายธุรกิจ: เตรียมลงทุน 748 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในเวียดนาม คาดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ก.ย. 2570

ภาพรวมผลประกอบการ

รายได้รวมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 61,749 ล้านบาท ลดลง 3% YoY แต่ในไตรมาส 2/2569 เพียงไตรมาสเดียว รายได้เติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจทั้ง QoQ และ YoY สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซียที่ได้รับอานิสงส์จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก

โอกาส

  • การขยายฐานการผลิตในเวียดนามเพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี
  • การใช้ AI และระบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว
  • การเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคและบรรจุภัณฑ์อาหารในอาเซียนที่ยังคงแข็งแกร่ง

ความเสี่ยง

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง
  • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศ
  • การใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็นของผู้บริโภคที่ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. ทิศทางราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลก
  2. ผลการดำเนินงานของ Fajar ในอินโดนีเซียว่าจะรักษาโมเมนตัมกำไรได้ต่อเนื่องหรือไม่
  3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในประเทศหลักที่ SCGP ดำเนินธุรกิจ
  4. ความคืบหน้าของโครงการขยายกำลังการผลิตในเวียดนาม

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) มีรายได้ 25,387 ล้านบาท (+6% YoY) โดยมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ในขณะที่สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) มีรายได้ 6,548 ล้านบาท (+3% YoY) โดยได้แรงหนุนจากราคาเยื่อในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาฝ้ายและโพลีเอสเตอร์

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 0.9 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 2.6 เท่า ลดลงจาก 3.7 เท่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นจากการทำกำไรได้ดีขึ้น

สรุปท้าย

SCGP ผ่านไตรมาส 2/2569 มาได้อย่างโดดเด่นด้วยการพลิกฟื้นกำไรจากธุรกิจในอินโดนีเซียและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในเวียดนาม แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนพลังงาน แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการผ่าน AI และการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนวโน้มครึ่งปีหลังยังคงได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในอาเซียนและการเตรียมความพร้อมรับเทศกาลปลายปี

ยังไม่มีความคิดเห็น