SCGP กำไร Q2/2569 พุ่ง 128% YoY รับอานิสงส์ธุรกิจในอินโดนีเซียฟื้นตัวและยอดขายโตแกร่ง
รายได้-กำไรปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์ในภูมิภาค พร้อมเดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อเนื่อง
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้จากการขาย 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 11% QoQ ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,304 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 128% YoY และ 47% QoQ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซียและการเติบโตที่แข็งแกร่งในเวียดนาม รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจรอบนี้คือ การพลิกฟื้นผลการดำเนินงานของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย และการเติบโตของยอดขายในเวียดนามที่แข็งแกร่ง
หัวใจคืออะไร: ปัจจัยหลักที่ผลักดันกำไรสุทธิให้เติบโตถึง 128% YoY คือการกลับมามีกำไรของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย (Fajar) ประกอบกับการเติบโตของรายได้ในทุกกลุ่มธุรกิจในเวียดนาม และการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ 7% ในไตรมาสนี้
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ในไตรมาส 2/2569 ความต้องการบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร การเติมสินค้าคงคลังของลูกค้า และอุปสงค์การส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารแช่แข็งและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังคงแข็งแกร่ง ในขณะที่ด้านต้นทุน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการผ่านการใช้ AI ในการจัดซื้อถ่านหินและการกระจายแหล่งวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) จากทั่วโลก ทำให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3/2569 โดยมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการเตรียมสินค้าคงคลังเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี ประกอบกับแนวโน้มความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่มีทิศทางลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานในระยะถัดไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% YoY และ 47% QoQ
- รายได้จากการขาย: 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 11% QoQ
- EBITDA Margin: ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 18% (จาก 13% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน)
- ธุรกิจในอินโดนีเซีย: พลิกฟื้นกลับมามีกำไรอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยบวกหลักต่อผลประกอบการรวม
- การบริหารต้นทุน: นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการบริหารจัดการต้นทุนถ่านหินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (สัดส่วนเชื้อเพลิงทางเลือก 36%)
- การขยายธุรกิจ: เตรียมลงทุน 748 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในเวียดนาม คาดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ก.ย. 2570
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 61,749 ล้านบาท ลดลง 3% YoY แต่ในไตรมาส 2/2569 เพียงไตรมาสเดียว รายได้เติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจทั้ง QoQ และ YoY สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซียที่ได้รับอานิสงส์จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก
โอกาส
- การขยายฐานการผลิตในเวียดนามเพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี
- การใช้ AI และระบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว
- การเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคและบรรจุภัณฑ์อาหารในอาเซียนที่ยังคงแข็งแกร่ง
ความเสี่ยง
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศ
- การใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็นของผู้บริโภคที่ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลก
- ผลการดำเนินงานของ Fajar ในอินโดนีเซียว่าจะรักษาโมเมนตัมกำไรได้ต่อเนื่องหรือไม่
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในประเทศหลักที่ SCGP ดำเนินธุรกิจ
- ความคืบหน้าของโครงการขยายกำลังการผลิตในเวียดนาม
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) มีรายได้ 25,387 ล้านบาท (+6% YoY) โดยมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ในขณะที่สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) มีรายได้ 6,548 ล้านบาท (+3% YoY) โดยได้แรงหนุนจากราคาเยื่อในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาฝ้ายและโพลีเอสเตอร์
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 0.9 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 2.6 เท่า ลดลงจาก 3.7 เท่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นจากการทำกำไรได้ดีขึ้น
สรุปท้าย
SCGP ผ่านไตรมาส 2/2569 มาได้อย่างโดดเด่นด้วยการพลิกฟื้นกำไรจากธุรกิจในอินโดนีเซียและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในเวียดนาม แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนพลังงาน แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการผ่าน AI และการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนวโน้มครึ่งปีหลังยังคงได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในอาเซียนและการเตรียมความพร้อมรับเทศกาลปลายปี