KBANK กำไรสุทธิ Q2/2569 อยู่ที่ 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.68% QoQ หลังไม่มีรายการพิเศษหนุน
รายได้ค่าธรรมเนียมและกำไรจากเครื่องมือทางการเงินเติบโต แต่ถูกกดดันจาก NIM ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.68% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยหากตัดรายการพิเศษจากการรับรู้รายได้ค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนจำนวน 1,455 ล้านบาทที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1/2569 ออกไป กำไรสุทธิจะปรับตัวลดลงเพียง 0.98% สะท้อนภาพรวมการดำเนินงานหลักที่ยังคงมีความมั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การชะลอตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII)" จากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 2.90% จาก 2.95% ในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าธนาคารจะสามารถชดเชยด้วยการเติบโตของ "รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย" (Non-NII) ที่เพิ่มขึ้น 4.14% QoQ จากกำไรเครื่องมือทางการเงินและรายได้ค่าธรรมเนียมบริหารจัดการกองทุน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและแผนการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- NIM หดตัว: รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1.64% QoQ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า
- Non-NII แข็งแกร่ง: รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิโต 4.05% จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมเพิ่มขึ้น 52.68% จากความผันผวนของตลาด
- ค่าใช้จ่ายเพิ่ม: ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 7.63% QoQ จากค่าใช้จ่ายทางการตลาดและงบลงทุนด้านเทคโนโลยี/AI เพื่อยกระดับบริการตามยุทธศาสตร์ 3+1
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
แนวโน้มในระยะถัดไป "ยังมีความไม่แน่นอนสูง" โดยฝ่ายจัดการระบุว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากราคาพลังงานโลกและความผันผวนของเศรษฐกิจคู่ค้า ซึ่งอาจกดดัน NIM ต่อไป อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเน้นกลยุทธ์การบริหารจัดการ Productivity และการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ (Selective Growth) ซึ่งคาดว่าจะช่วยประคับประคองผลประกอบการให้มีความมั่นคงได้ในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 13,247 ล้านบาท (-9.68% QoQ, +6.16% YoY)
- NIM: อยู่ที่ 2.90% ลดลงจาก 2.95% ในไตรมาสก่อน
- รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ: 10,391 ล้านบาท (+4.05% QoQ) เติบโตจากธุรกิจกองทุน
- NPL Gross: อยู่ที่ 3.18% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน
- Coverage Ratio: แข็งแกร่งขึ้นที่ 173.90% จาก 171.72% ในไตรมาสก่อน
- Credit Cost: อยู่ที่ 1.60% (Annualized) สอดคล้องกับเป้าหมายทั้งปีที่ 1.40% - 1.60%
ภาพรวมผลประกอบการ
กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตและภาษีอยู่ที่ 28,973 ล้านบาท ลดลง 4.20% QoQ สะท้อนถึงการบริหารจัดการรายได้และค่าใช้จ่ายที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น
โอกาส
- การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวได้ 4.48% ในไตรมาสนี้
- รายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่มีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการของลูกค้า
- การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) ซึ่งจะช่วยลด Cost-to-Income Ratio ในระยะยาว
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจกระทบเงินเฟ้อ
- ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจคู่ค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
- คุณภาพสินทรัพย์ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทาง NIM ในช่วงครึ่งปีหลังว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพได้หรือไม่
- การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ (NPL) ในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME
- ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่จะส่งผลต่อการเบิกจ่ายสินเชื่อ
- การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ Productivity
รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจการเงิน)
ธนาคารเน้นการขยายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ส่งผลให้สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 4.48% QoQ ขณะที่เงินรับฝากเพิ่มขึ้น 0.64% โดยสัดส่วน CASA (เงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน) ต่อเงินรับฝากรวมยังอยู่ในระดับสูงที่ 82.56% ช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้ในระดับหนึ่ง ด้านเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินอยู่ที่ 19.24% ซึ่งถือว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอตามเกณฑ์ Basel III
สรุปท้าย
KBANK ในไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่ยังคงแข็งแกร่งแม้ไม่มีรายการพิเศษหนุน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากรายได้ค่าธรรมเนียมและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน แม้ NIM จะถูกกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง แต่ด้วยการบริหารจัดการสำรองที่ระมัดระวัง (Coverage Ratio 173.90%) และกลยุทธ์การขยายสินเชื่อที่มีคุณภาพ ทำให้ธนาคารยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง