https://aio.panphol.com/assets/images/community/16890_1308E0.png

หุ้น NCAP พุ่งแรงในปี 2568: รายได้แตะ 2,156 ล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 555 ล้าน คุณภาพหนี้ระดับประวัติศาสตร์ที่ 1.72%

P/E 6.61 YIELD 1.51 ราคา 2.72 (0.00%)

หุ้น NCAP พุ่งแรงในปี 2568: รายได้แตะ 2,156 ล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 555 ล้าน คุณภาพหนี้ระดับประวัติศาสตร์ที่ 1.72%

หุ้น NCAP ปิดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง เมื่อรายได้รวมแตะระดับ 2,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 1,480 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 45.7% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น พร้อมกับกำไรสุทธิที่พุ่งทะยานจาก 132 ล้านบาท มาอยู่ที่ 555 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 320% ภายในปีเดียว สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การปรับโครงสร้างธุรกิจที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

“เราไม่ได้แค่เติบโตเร็ว แต่เติบโตอย่างมั่นคง โดยรักษาระดับ NPL ต่ำกว่า 1.7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์บริษัท”

จุดเปลี่ยนสำคัญของ NCAP เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 เมื่อบริษัทตัดสินใจยุติธุรกิจจำนำทะเบียนเล่มรถและเช่าซื้อรถบรรทุก เพื่อกลับมาโฟกัสเฉพาะธุรกิจหลักคือ “เช่าซื้อรถจักรยานยนต์” ซึ่งในปี 2568 มีสัดส่วนรายได้รวมถึง 99.4% และสัดส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 98% แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพอร์ตโฟลิโอหลักที่ไม่ขึ้นอยู่กับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง

“การเลิกทำธุรกิจที่ไม่ใช่หัวใจขององค์กร คือการลงทุนในอนาคตที่มั่นคงกว่า”

ด้านตัวชี้วัดทางการเงินยังแสดงความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROE) เพิ่มขึ้นจาก 9.0% ในปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 11.2% ในปี 2568 ส่วนอัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงาน (Net Interest Margin – NIM) ปรับเพิ่มจาก 10.8% เป็น 11.4% สะท้อนประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยอดหนี้ค้างรับ (AR Outstanding) รวมทุกผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1,178 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,220 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจหลักที่มี AR Outstanding เพิ่มขึ้นจาก 9,800 ล้านบาท เป็น 9,990 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8%

“Active Account เพิ่มขึ้น 24,454 สัญญา หรือเติบโต 11.6% จากฐานเดิมที่ 201,345 สัญญา”

จำนวนสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่ยังคงใช้งาน (Active Account) เพิ่มขึ้นจาก 201,345 สัญญา ในปี 2567 มาอยู่ที่ 225,799 สัญญาในปี 2568 หรือเติบโตถึง 11.6% พร้อมกับยอดหนี้ค้างรับจากธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจจำนำทะเบียนเล่มรถที่เคยมี AR Outstanding สูงถึง 1,178 ล้านบาทในอดีต กลับเหลือเพียง 36 ล้านบาทเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงการถอนตัวอย่างชัดเจนจากธุรกิจที่ไม่ใช่หัวใจขององค์กร

“เราไม่ได้ปล่อยให้ตัวเลขเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ควบคุมคุณภาพหนี้ให้อยู่ในระดับประวัติศาสตร์ที่ 1.72%”

ความสำเร็จของ NCAP ไม่ได้มาจากการขยายตัวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลยุทธ์การควบคุมคุณภาพหนี้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการนำระบบเครดิตสกอร์ลิ่งและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการกรองลูกค้าและการติดตามหนี้ ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (rejection rate) ลดลงจาก 40% เหลือเพียง 36% และสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเรียกเก็บหนี้ได้อย่างแม่นยำ

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • Q: บริษัทรักษาระดับ NPL ต่ำกว่า 1.7% ได้อย่างไร?
    A: ใช้ระบบเครดิตสกอร์ลิ่งที่ปรับจูนอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอนิเตอร์ลูกหนี้รายตัวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงภัยพิบัติหรือความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปี
  • Q: เป้าหมายธุรกิจจำนำทะเบียนเล่มรถคือเท่าไร?
    A: เป้าหมายสินเชื่อในปี 2569 อยู่ที่ 300 ล้านบาท แต่ยังเติบโตต่ำกว่าเป้าเนื่องจากยังไม่มีฐานลูกหนี้ที่มั่นคง และเน้นลูกค้ากลุ่มเดิมที่เคยผ่อนชำระดีในธุรกิจเช่าซื้อ
  • Q: มีแผนขยายสู่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือไม่?
    A: มีบริษัทหลายรายเข้ามาเจรจา แต่ยังไม่ลงทุนเนื่องจากอุปสรรคด้านระบบเอคโคซิสเต็ม เช่น การซ่อมบำรุงและการเข้าถึงพลังงาน ขณะนี้กำลังทดลองร่วมกับร้านเช่ารถให้ทัวริสต์เพื่อประเมินความต้องการจริง
  • Q: ค่าคอมมิชชั่นให้ดีเลอร์อยู่ที่เท่าไร?
    A: จ่ายใกล้เคียงกับราคาตลาด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ และมีการบันทึกในหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างโปร่งใส
  • Q: มั่นใจรักษากำไรสุทธิได้หรือไม่ในภาวะสงครามโลก?
    A: ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าลูกค้าจะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มกำไรยังคงอยู่ในเส้นทางเดิม เนื่องจากรายได้และต้นทุนยังควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแม่นยำของกลยุทธ์ “โฟกัสเดียว ควบคุมคุณภาพ” ที่ทำให้ NCAP ไม่เพียงเติบโตเร็ว แต่เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมวางรากฐานไว้สำหรับการขยายตลาดในปี 2569 โดยตั้งเป้าเพิ่ม Active Account ไม่น้อยกว่า 15% และยังคงรักษาระดับ NPL ต่ำกว่า 1.7% ไว้ได้ แม้จะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โพสต์ล่าสุด