https://aio.panphol.com/assets/images/community/16895_567068.png

PLT ปี 2568 เติบโตแรง 9.5% รายได้ทะลุ 1,555 ล้าน กำไรสุทธิ 61 ล้าน หลังพลิกกลยุทธ์เน้นต่างประเทศ-ธุรกิจด้านข้าง

P/E 8.06 YIELD 3.92 ราคา 0.51 (0.00%)

PLT ปี 2568 เติบโตแรง 9.5% รายได้ทะลุ 1,555 ล้าน กำไรสุทธิ 61 ล้าน หลังพลิกกลยุทธ์เน้นต่างประเทศ-ธุรกิจด้านข้าง

บริษัท พีลาทัสมารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PLT โชว์ฟอร์มร้อนแรงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยการเติบโตของรายได้รวมสูงถึง 9.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีรายได้รวมแตะระดับ 1,555 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากกลยุทธ์ที่พลิกโฉมธุรกิจจากเดิมที่เน้นการขยายกองเรือในประเทศ มาสู่การขยายตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในธุรกิจ Time Charter และการเพิ่มเรือเช่าเพิ่มอีกหนึ่งลำในไตรมาสสามของปี 2568

"เราไม่ได้แค่เติบโตด้วยเรือใหม่ แต่เติบโตด้วยการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจให้เบาขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น"

ผลประกอบการสะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจต่างประเทศที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปีก่อน มาเป็น 25% ภายในปีงบประมาณ 2568 พร้อมกับการเติบโตของรายได้จากธุรกิจนี้สูงถึง 25% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ยังคงรักษาไว้ได้ที่ 106 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 61 ล้านบาท แม้จะเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทในไตรมาสสี่ แต่ยังคงรักษาระดับ EBITDA Margin ไว้ได้ที่ ~30% และอัตราการใช้เรือต่างประเทศอยู่ที่ ~98% ตลอดทั้งปี

"การที่เราสามารถรักษา Utilization เกือบ 100% ได้แม้ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมบริหารเรือในประเทศ แสดงถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจใหม่"

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจ Core กับ Non-Core ธุรกิจหลักอย่างเรือขนส่งในประเทศมีการเติบโตเพียง ~3% แต่ปริมาณการขนส่งลดลง ~4% ขณะที่รายได้จากธุรกิจต่างประเทศ (Time Charter) กลับเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง โดยเฉพาะจากลูกค้ารายใหญ่ในสิงคโปร์ที่ยังคงทำสัญญาปีต่อปี ส่วนธุรกิจใหม่ เช่น เทรดดิ้ง และบริษัทย่อย ถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนขยายรายได้แบบ asset-light โดยมีเป้าหมายการเติบโตในปี 2569–2570 อยู่ที่ 3–4% ต่อปี

"เราไม่ได้หวังจะแข่งกับคู่แข่งด้วยเรือจำนวนมาก แต่แข่งด้วยความแม่นยำในการบริหารจัดการและโอกาสจากตลาดใหม่"

แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในไตรมาสสี่ที่เกิด loss จาก forward rate แต่บริษัทสามารถลดภาระต้นทุนได้โดยการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่าย และให้ลูกค้าผู้เช่ารับผิดชอบบางส่วนของค่าใช้จ่ายในธุรกิจต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้น +35% ก็ไม่กระทบโดยตรงต่อธุรกิจในประเทศ เนื่องจากสัญญาอิงราคาดีเซลหน้าปั๊ม ทำให้บริษัทสามารถรักษาความมั่นคงของรายได้ได้แม้ในภาวะผันผวน

"เรายังคงมีลูกค้ารายใหญ่ที่ยึดมั่นในสัญญา ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการรักษา recurring revenue"

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • การรีเพลสเรือใหม่ในไตรมาสหนึ่งปี 2569? — มีแผนรีเพลสเรือในประเทศในไตรมาสสามและสี่ของปี 2568 โดยใช้เรือเดิมที่ยังใช้งานได้ (เช่น W-P, OR) เพื่อรักษา Utilization เกือบ 100% รายได้ไม่ลดลงแม้จะมีการเปลี่ยนเรือ
  • ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจต่างประเทศ? — เติบโตจากสองปัจจัย: (1) เพิ่มเรือในต่างประเทศจาก 1 ลำ เป็น 3 ลำ และ (2) การขยายธุรกิจ Time Charter จากลูกค้ารายใหญ่ในสิงคโปร์ที่ทำสัญญาปีต่อปี
  • แผนซื้อเรือใหม่ในอนาคต? — มีแผนเช่าเรือลำหนึ่ง (Fujinomiya Swift) ในไตรมาสสาม 2568 และซื้อในปลายปี 2568 จากนั้นจะเช่าเรือขนาด 5,000 DWT อีกหนึ่งลำในปี 2569
  • ธุรกิจใหม่ เช่น เทรดดิ้ง จะสร้างรายได้อย่างไร? — ใช้ความเชื่อมโยงกับลูกค้ารายใหญ่ในพลังงาน ขยายไปสู่การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต้องใช้ LPG เช่น B1, C3, C4 และ Propane โดยเน้นธุรกิจที่มี IR สูงและใช้ทรัพยากรน้อย
  • เป้าหมายรายได้ในปี 2569? — เป้าหมายรายได้จากต่างประเทศเติบโต 25% และธุรกิจใหม่ (non-core) จะเริ่มสร้างรายได้ประมาณ 3–4% ของรายได้รวม

ทั้งนี้ ผู้บริหารยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซลและ LPG ในประเทศที่อาจกระทบต่อรายได้จากธุรกิจในประเทศ และความสำเร็จในการบริหารงานเรือต่างประเทศเองเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว

โพสต์ล่าสุด