บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
แสนสิริ ปี 2568 ยอดขายรวมลด แต่ “ภูเก็ต” ยังแรง! รายได้ 3.14 หมื่นล้าน กำไรสุทธิ 4,513 ล้าน พร้อมเป้าเปิดโครงการใหม่ 33 แห่งมูลค่า 5.1 หมื่นล้านในปีหน้า
P/E 5.85 YIELD 8.58 ราคา 1.51 (0.00%)
แสนสิริ ปี 2568 ยอดขายรวมลด แต่ “ภูเก็ต” ยังแรง! รายได้ 3.14 หมื่นล้าน กำไรสุทธิ 4,513 ล้าน พร้อมเป้าเปิดโครงการใหม่ 33 แห่งมูลค่า 5.1 หมื่นล้านในปีหน้า
บริษัทแสนสิริจำกัด(มหาชน) หรือ SIRI ผู้นำพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางบน รายงานผลประกอบการปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 31,415 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 34,352 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการลดลง 8.5% แม้ยอดโอนจะชะลอตัวลงถึง 16% จากภาวะตลาดที่มีความกังวลเรื่องการกู้ยืมของกลุ่มลูกค้าราคาต่ำ แต่บริษัทยังรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ได้ที่ระดับ 13.1% สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์การจัดการธุรกิจอย่างมีวินัย
“ภูเก็ตไม่ใช่แค่จุดกระจายความเสี่ยง แต่คือหัวใจของ New S-Curve ที่เราสร้างขึ้นในระยะยาว”
แม้รายได้รวมลดลง แต่ “Presale Revenue” หรือรายได้จากการจองล่วงหน้าในปีนี้พุ่งสูงถึง 41,700 ล้านบาท และ Backlog (ยอดขายที่ยังไม่โอน) ณ สิ้นปีอยู่ที่ 17,138 ล้านบาท แสดงถึงฐานลูกค้าที่มั่นคงและแนวโน้มการโอนในอนาคตที่สดใส โดยเฉพาะจากโครงการใหม่ที่เปิดตัวในภูเก็ต เช่น เรียบายแสนสิริ และเดอะเบสเชิงทะเล ซึ่งมีอัตราการขายเฉลี่ยบางโครงการเกิน 90% ภายในไม่กี่เดือน
“ยอดขายลูกค้าต่างชาติอยู่ที่ 15–20% ของยอดรวม โดยชาวจีนคิดเป็น 30% ส่วนรัสเซียและพม่าแต่ละกลุ่ม 10% — ภูเก็ตคือตลาดท่องเที่ยวระดับโลกที่เราไม่อาจมองข้าม”
บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 24 โครงการ มูลค่ารวม 52,000 ล้านบาท โดยเน้นทำเลกรุงเทพฯ กีฑา พุทธมณฑลสาย 2 และภูเก็ตหาดสุรินทร์ ซึ่งสะท้อนการปรับกลยุทธ์ให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในกลุ่มลูกค้าระดับกลางบน พร้อมรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ “เศรษฐศิลป์” และ “นาราศิริ” ผ่านการเลือกทำเลที่มีศักยภาพสูงและตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าใหม่ เช่น ชาวต่างชาติที่ต้องการที่พักอาศัยในจุดท่องเที่ยวหลัก
“ต้นทุนภูเก็ตสูงกว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 20% แต่ศักยภาพการเติบโตและอัตราการขายที่สูงกว่าชดเชยได้ในระยะยาว”
ด้านผลประกอบการ Core Profit หรือกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) อยู่ที่ 26,418 ล้านบาท ลดลง 9.7% จากปีก่อนหน้าที่ 29,352 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจาก Non-Core Revenue และกำไรจากโครงการพันธมิตร (JV Profit) ที่ลดลงเหลือเพียง 567 ล้านบาท หรือลดลงถึง 49% เนื่องจากโครงการบุราศิริ-กรุงเทพบีธานในปีก่อนสิ้นสุดลง และไม่มีโครงการ JV ใหม่ขนาดใหญ่ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาโครงสร้างหนี้ไว้ให้มีความแข็งแกร่ง โดยลดเกียร์ริงต่อทุนจาก 1.43 เท่าในปีก่อน มาอยู่ที่ 1.31 เท่า
“เราไม่ได้หนีจากกรุงเทพฯ แต่เราปรับกลยุทธ์ — โฟกัสที่โครงการระดับกลางบน และกระจายความเสี่ยงไปยังภูเก็ต ซึ่งมีประชากรชาวต่างชาติสูงถึง 10–15%”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- สงครามอิหร่าน-อิสราเอลส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร? บริษัทอยู่ในช่วง “monitoring” โดยมีต้นทุนเดิม (stock & work in process) ล็อกไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วนโครงการใหม่กำลังเจรจากับผู้ผลิตเพื่อล็อกต้นทุนก่อนเปิดขาย หากสงครามยืดเยื้ออาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันและโลจิสติกส์
- ภูเก็ตเป็นตลาดรองกรุงเทพฯ หรือไม่? เห็นด้วยว่าภูเก็ตน่าจะเติบโตต่อไป เพราะมีประชากรชาวต่างชาติสูงถึง 10–15% และเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก มีศักยภาพในการขยายตัวในระยะยาว
- ต้นทุนพัฒนาโครงการกรุงเทพฯ เทียบกับภูเก็ตหรือไม่? ต้นทุนภูเก็ตสูงกว่ากรุงเทพฯ โดยประมาณ 20% เนื่องจากระยะทางขนส่งวัสดุไกลกว่า แต่จังหวัดอื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ หรือหัวหิน มีต้นทุนใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ
- การลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นยอดขายได้ไหม? ได้ช่วยสนับสนุนทั้งผู้พัฒนาและลูกค้า โดยลดต้นทุนดอกเบี้ยในการก่อสร้าง และลดต้นทุนการกู้ยืมของลูกค้า ส่งผลให้ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น
- มีแผนขยายธุรกิจไปต่างประเทศไหม? มีแผนลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 1,000 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาธุรกิจใหม่ โดยเน้นร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้าง New S-Curve ที่เติบโตได้ในระยะยาว
- สัดส่วนยอดขายลูกค้าต่างชาติเป็นเท่าใด? เทียบกับยอดขายรวมประมาณ 15–20% โดยชาวจีนอยู่ที่ 30%, พม่า 10%, รัสเซีย 10%, ไต้หวัน และยุโรปรวมประมาณ 10%
- ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นอย่างไร? เปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนมีนาคม ปีนี้ มียอดจองเพิ่มขึ้นมากในสองเดือนแรก โดยคาดว่ารายรับจะเติบโตถึงประมาณ 600 ล้านบาทภายในปี
- จะออกหุ้นกู้เท่าไหร่ในปีนี้? ออกหุ้นกู้ประมาณ 10,000–12,000 ล้านบาท ใน 3 รอบ (เดือนมีนาคม, กลางปี, สิ้นปี) โดยมีสภาพคล่องรวมกว่า 20,000 ล้านบาท จึงสามารถคืนหุ้นกู้ได้โดยไม่ต้องออกใหม่
เป้าหมายในอนาคต: เปิดโครงการใหม่ 33 แห่ง มูลค่า 5.1 หมื่นล้าน พร้อมสร้าง New S-Curve ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับปีงบประมาณ 2569 (ค.ศ. 2026) แสนสิริตั้งเป้าเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางบนในกรุงเทพฯ และภูเก็ต พร้อมเดินหน้าแผนขยายธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้งบลงทุนเพิ่มเติม 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง New S-Curve ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทต้องจับตาความเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยนโยบาย การกู้ยืมของลูกค้าในกลุ่มราคาต่ำ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลที่อาจกระทบต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในภูเก็ต แต่ด้วยโครงสร้างหนี้ที่แข็งแกร่ง Backlog ที่สูง และฐานลูกค้าต่างชาติที่มั่นคง แสนสิริยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวและเติบโตในภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว