บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
MEGA ปี 68 เติบโตขึ้นจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง: รายได้ลด 7.8% แต่ Core Profit เพิ่ม 4.3% และอัตรากำไรขั้นต้นพุ่งสูงถึง 64.6%
P/E 15.73 YIELD 4.64 ราคา 34.50 (0.00%)
MEGA ปี 68 เติบโตขึ้นจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง: รายได้ลด 7.8% แต่ Core Profit เพิ่ม 4.3% และอัตรากำไรขั้นต้นพุ่งสูงถึง 64.6%
บริษัทเมก้าไลฟ์ไซแอ็นซ์จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA ปิดบัญชีงวดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ด้วยภาพรวมที่สะท้อนความท้าทายและโอกาสพร้อมกัน โดยรายได้รวมอยู่ที่ 14,147 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 15,147 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราลดลง 7.8% ส่วนใหญ่เกิดจากแรงกดดันจากธุรกิจ Max Care ในประเทศเมียนมา ซึ่งรายได้หดตัวถึง 23.4% ในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ภาพรวมกลับพลิกผันในเชิงบวกเมื่อพิจารณาจาก Core Business ที่ยังคงเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะธุรกิจ Mega Wecare ที่ครองสัดส่วนรายได้ถึง 61.7% ของยอดรวม และมีอัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นจาก 65.9% เป็น 64.6% จากการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และ Country Mix อย่างชาญฉลาด
“รายได้รวมอาจลดลง แต่ Core Profit เพิ่มขึ้น 4.3% โดยไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน — นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่าธุรกิจหลักของ MEGA กำลังแข็งแกร่งขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ”
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งครองสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Mega Wecare สูงถึง 72.1% และเป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีโรงงานพร้อมใช้งานแล้ว 100% ในปีนี้ พร้อมแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมภายในไตรมาสที่ 4 เพื่อรองรับการผลิตครบวงจรภายใน 3–5 ปีข้างหน้า ขณะที่เวียดนามก็ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าใหม่และเสริมสร้างศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค
“อินโดนีเซียไม่ใช่แค่ตลาดใหม่ — มันคือโรงงานผลิตหลักที่จะขับเคลื่อนรายได้ของ MEGA ไปอีก 5 ปีข้างหน้า”
ในด้านกลยุทธ์ระยะยาว บริษัทยืนยันแผน “Road to 2030 Strategy” ที่มุ่งเน้นการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศที่มีประชากรกว่า 60 ล้านคน พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในหมวดหมู่สุขภาพ เช่น เบาหวาน (GLP-1) และ Self-medication ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จริงภายในปี 2026–2027 หลังจากใช้เวลาพัฒนาและยื่นขอลิขสิทธิ์นานถึง 18 เดือนต่อประเทศ
“การลงทุนในอินโดนีเซียและเวียดนามไม่ได้เพื่อเติมเต็มยอดขายปีนี้ แต่เพื่อสร้างฐานผลิตที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโต 3–5 ปีข้างหน้า”
ด้านโครงสร้างเงินทุน บริษัทยังคงรักษาสัดส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไว้ที่ระดับต่ำเพียง 0.05 เท่าในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน และยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 15% ของกำไรสุทธิ โดยในปีนี้จ่ายไปที่ 73% ซึ่งเป็นการรักษาระดับเฉลี่ยตลอดช่วง 7 ปีที่สูงถึง 64%
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- อินโดนีเซียผลิตอะไรบ้างในปีนี้? ผลิตภัณฑ์บางรายการเริ่มผลิตในประเทศแล้ว โดยโรงงานพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ และมีแผนขยายกำลังการผลิตภายในไตรมาสที่ 4 เพื่อรองรับการผลิตครบวงจรภายใน 3–5 ปีข้างหน้า
- ยาเบาหวาน (GLP-1) จะเริ่มทำรายได้เมื่อไร? ใช้เวลาพัฒนาและยื่นขอลิขสิทธิ์เฉลี่ย 18 เดือน คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จริงภายในปี 2026–2027
- Max Care ในเมียนมาฟื้นตัวแล้วหรือยัง? มีการเติบโตสูงถึง 14.1% ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 จากนโยบายภาครัฐสนับสนุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับมาใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเป็นเท่าใด? อยู่ที่ 0.05 เท่าในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งถือว่าต่ำและปลอดภัยกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
- จ่ายปันผลเท่าไร? จ่ายเงินปันผล 73% ของกำไรสุทธิในปีนี้ สอดคล้องกับนโยบายจ่ายไม่น้อยกว่า 15% และเฉลี่ยตลอด 7 ปีอยู่ที่มากกว่า 64%
- เป้าหมายรายได้ในปี 2569? เติบโตยอดขาย Mega Wecare ในอินโดนีเซียและเวียดนามอย่างมั่นคง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 20% จากปีก่อน
- เป้าหมายรายได้รวมในปี 2570? เติบโตยอดขายรวมและแบรนด์แม็กกาวีแคร์ถึง 3,400 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,500 ล้านบาท
MEGA อาจไม่ได้เติบโตในตัวเลขรายได้รวมในปี 2568 แต่กลับสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม — จากการลงทุนโรงงาน 3–5 ปีข้างหน้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เน้น Core Business อย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้คือเครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนบริษัทสู่เป้าหมาย “Road to 2030” ด้วยความมั่นคงและจังหวะที่น่าติดตาม