บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
TEKA ปี 2568: กำไรกลับมาทำสถิติใหม่ 84 ล้านบาท แม้รายได้ลดลง 12% จากการพลิกโฉมธุรกิจสู่ “ไฮเปอร์มาร์เก็ต-โรงเรียน”
P/E 6.23 YIELD 8.62 ราคา 1.74 (0.00%)
TEKA ปี 2568: กำไรกลับมาทำสถิติใหม่ 84 ล้านบาท แม้รายได้ลดลง 12% จากการพลิกโฉมธุรกิจสู่ “ไฮเปอร์มาร์เก็ต-โรงเรียน”
บริษัท ฑีฆาก่อสร้างจำกัด (มหาชน) หรือ TEKA ผู้รับเหมาชั้นนำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โชว์ฟอร์มพลิกวิกฤตในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยการพลิกกลับมาทำกำไรสุทธิได้ถึง 84 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลงจาก 1,940 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 1,712 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการหดตัว 11.7% อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างกล้าหาญ โดยเลิกพึ่งพาคอนโดมิเนียมเพียงอย่างเดียว และก้าวสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ตและโรงเรียนชั้นนำ ซึ่งมีมูลค่าโครงการใหม่เพิ่มเข้ามาถึง 1,000 ล้านบาทภายในปีเดียว
“การที่เราสามารถทำกำไรได้ 84 ล้านบาทในภาวะที่รายได้ลดลง สะท้อนว่ากลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย คือหัวใจของความยั่งยืน”
หนึ่งในโครงการสำคัญที่พลิกเกมคือ “โลตัสบางพี” มูลค่า 370 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Non-Core Business ที่ช่วยยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มคอนโดมิเนียมที่มีการแข่งขันสูงและอัตราผลตอบแทนลดลง พร้อมกันนี้ ยังมีโครงการโรงเรียนอาณาชาติราโฟอเมริกา มูลค่า 300 ล้านบาท เข้ามาเสริมทัพ ทำให้พอร์ตโฟลิโอธุรกิจนอกคอนโดมิเนียมมีมูลค่ารวมเกือบ 1,000 ล้านบาทภายในปีเดียว
“เราไม่ได้หนีจากตลาดคอนโด แต่เราเลือกที่จะไม่พึ่งพาตลาดเดียว — ตอนนี้ Backlog ของเราอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากโครงการใหม่”
บริษัทยังคงรักษาฐานะผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor) ให้กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงลักซ์ชัวรี่ เช่น VR สกุลมิตรหกสิบเอ็ด ที่เสร็จส่งมอบในไตรมาสแรก-สอง และ Chao Phraya Tower ที่ส่งมอบในไตรมาสสาม-สี่ แม้รายได้จากกลุ่มนี้จะชะลอตัวลง แต่ก็ยังคงเป็นเสาหลักของ Backlog ที่มีมูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท และมีการส่งมอบโครงการไปแล้วถึง 45 โครงการในปีนี้
“เราไม่ได้ทำกำไรจากขนาดงาน แต่ทำกำไรจากความแม่นยำในการบริหารต้นทุน — เหล็กเส้นซื้อในราคาต่ำกว่าตลาด แรงงานจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ BIM กับ ISO เพื่อลดข้อผิดพลาด”
ความสำเร็จนี้เกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการล็อกราคาเหล็กเส้นและคอนกรีตในปีก่อนหน้า ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวน และภัยคุกคามจากสงครามชายแดนที่ส่งผลให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมีการประเมินต้นทุนแรงงานอย่างรอบคอบ โดยแม้ค่าแรงจะปรับขึ้น 10% ก็เพียงเพิ่มต้นทุนเพียง 50 สตางค์ต่อหน่วย จากต้นทุนรวม 100 บาท ซึ่งถือว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก
“เรามีเงินสดเพียงพอ ไม่มีหนี้สินที่มีดอกเบี้ย และใช้เงินสดไปลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้ได้ผลตอบแทน ~2-3% ต่อปี — นั่นคือความปลอดภัยที่เราเลือกไว้”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรสุทธิ 84 ล้านบาท แม้รายได้ลดลง 1,940 → 1,712 ล้านบาท คือผลจากอะไร? ตอบ: เกิดจากกลยุทธ์การกระจายธุรกิจไปสู่ Non-Core Business มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท (โลตัสบางพี 370 ล้าน, โรงเรียนอาณาชาติราโฟอเมริกา 300 ล้าน) และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย เช่น การล็อกราคาเหล็กเส้น คอนกรีต และการบริหารแรงงาน
- Backlog 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการอะไรบ้าง? ตอบ: ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างเสร็จแล้วที่รอส่งมอบ เช่น VR สกุลมิตรหกสิบเอ็ด และ Chao Phraya Tower พร้อมโครงการใหม่ในกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตและโรงเรียน
- อัตรากำไรขั้นต้นของโครงการใหม่ดีกว่าคอนโดมิเนียมหรือไม่? ตอบ: มีแนวโน้มดีกว่า เนื่องจากเข้าสู่ตลาด “blue ocean” ที่มีการแข่งขันต่ำกว่า และมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า
- ลูกหนี้เกินหนึ่งปี 80 ล้านบาท มีความเสี่ยงไหม? ตอบ: ไม่มีความเสี่ยง เพราะมีแผนชำระในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 และบริษัทมีการติดตามอย่างใกล้ชิด
- เป้าหมายรายได้ปี 2568 คือเท่าไร? ตอบ: มีเป้าหมายเติบโตสู่ระดับ 2,000 ล้านบาท จากการเพิ่ม Backlog และโครงการใหม่ในไตรมาสสาม-สี่
- เป้าหมายระยะยาวคืออะไร? ตอบ: เพิ่มรายได้จากธุรกิจนอกคอนโดมิเนียมให้ถึง 15–20% ของพอร์ตโฟลิโอ และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเหนือระดับ 10%
TEKA ยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีวินัยสูงสุดในตลาดก่อสร้าง โดยใช้ “สภาพคล่องสูงสุด” และ “ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับมากที่สุด” เป็นหัวใจหลัก แม้เศรษฐกิจมหภาคจะชะลอตัว (GDP อ่อนตัว 2%) และภัยคุกคามจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่บริษัทกลับใช้โอกาสนี้เป็นจุดเปลี่ยน ด้วยการพลิกโฉมธุรกิจจาก “คอนโดมิเนียมเดียว” สู่ “หลากหลายอุตสาหกรรม” — พร้อมกับรักษาผลกำไรไว้ได้แม้รายได้จะลดลง